Haruki-Murakami

2005/Aug/14

ฮารูกิ มูราคามิ ใช้เวลานานเกือบ 8 ปี กว่าจะเค้นงานเขียนนวนิยายเรื่องแรก(ขณะอายุ 29)ออกมาได้ เขาอยู่ในยุค'บุปผาชน'ซึ่งมุ่งแสวงหาเสรีภาพ การเดินขบวนประท้วง,ต่อต้านสงครามเวียตนามระบาดจาก ซีแอทเทิ่ล มาถึง โตเกียว ความขัดแย้งทางลัทธิการเมือง อิทธิพลของเพลงป๊อปยุค 60's-70's และ ความอ้างว้างเปล่าเปลี่ยวท่ามกลางผู้คนแออัดในเมืองหลวง ผลักดันให้เขาสะท้อนแก่นความคิดขบถผ่านวรรณกรรมญี่ปุ่นยุคใหม่ ยึดมั่นใน'สไตล์'ของตัวเองอย่างแนบแน่น
โบคุ(ผม หรือ ผู้เขียน)กับ มุสิก ,เพื่อนสนิทนั่งจิบเบียร์ พ่นควันบุหรี่ในบาร์เหล้า เจ ทั้งคู่คุยกันสัพเพเหระตามประสาชายหนุ่มซึ่งกำลังงมหาอาชีพเลี้ยงตัว เล่าเรื่องความหลังตอนเป็นนักศึกษา เขาพบหญิงสาวลึกลับ(มีนิ้ว 9 นิ้ว)นอนหมดสติในห้องน้ำของบาร์จึงขับรถพาเธอไปส่งอพาร์ตเม้นต์ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไม่ราบรื่นอย่างที่ควรจะเป็น เธอเพิ่งทำแท้งและปฏิเสธจะเริ่มต้นความรักใหม่กับคนแปลกหน้า ล่องหนหายตัวไปกับเสี้ยวหนึ่งของชีวิตโบคุ

ฮารูกิ มูราคามิ แทบไม่ได้วางพล็อตเรื่องล่วงหน้า ปล่อยตัวละครดำเนินไปตามชะตากรรม ระหว่างทางได้สอดแทรกสิ่งละอันพันละน้อยชวนให้พิศวงยากแก่การคาดเดา ตัวอักษรเดินบ้างวิ่งบ้างหรือไม่ก็นอนมาเข้าแถวถักทอเรื่องราวชวนโหยไห้รำพันตอนจบ เขาเทิดทูน ดิเร็ก ฮาร์ตฟิลด์ ยอดนักเขียนอเมริกันผู้อาภัพไว้ตอนเริ่มต้นและท้ายบท ราวกับเป็นยันต์กันผี หรือ ศิษย์มีครู เหมือนกับยกย่อง เอฟ สก็อตต์ ฟิทซ์เจอรัลด์ ในนวนิยาย Norwegian Wood

P9 - ไม่มีงานเขียนใดสมบูรณ์แบบ เช่นเดียวกับไม่มีความท้อแท้ใดแห้งเหือดสัมบูรณ์
เมื่อถึงยามที่ต้องปั้นคำลงเป็นงานเขียน ความท้อแท้สิ้นหวังไหลท่วมตัวจนมิดหัวเสมอ ความสามารถของผมมีจำกัด เช่น หากผมจะเขียนเรื่องช้างผมก็คงเขียนเรื่องควาญช้างไม่ได้อยู่ดี เรื่องราวทำนองนี้เกิดเป็นนิจศีล 8 ปีที่ผ่านมาผมจมอยู่ในห้วงความท้อแท้สองฝั่ง หันไปทางไหนก็สิ้นไร้หนทาง และเวลา 8 ปียาวนานเหลือเกิน

P14 - สำหรับผม งานเขียนเป็นงานหนักหนาสาหัส ในบางคราวเวลาผ่านไปเกือบทั้งเดือนเขียนได้เพียงแค่บรรทัดเดียว แต่ในบางคราวผมเขียน 3 วัน 3 คืนเพียงเพื่อจะพบว่าผลงานนั้นผิดพลาดเหลวไหลไร้สาระ
อย่างไรก็ตามงานเขียนถือเป็นเรื่องสนุกถ้าจะเปรียบเทียบกับความลำบากแสนเข็ญของการมีชีวิตอยู่ กระบวนการ'แปะ'ความหมายให้กับชีวิตถือได้ว่าสุขารมณ์ แล่นฉิวเหมือนใบเรือกางอ้ารับลมจนโป่งพอง

p136 - ผมไม่ได้พบหญิงสาวเก้านิ้วอีกเลย ปิดเทอมฤดูหนาวผมกลับบ้าน เธอออกจากร้านขายแผ่นเสียง ย้ายออกจากอพาร์ตเม้นต์ หายตัวไป ไม่ทิ้งร่องรอยในคลื่นชีวิตบุรุษ หรือแม่น้ำแห่งกาลเวลา
เมื่อผมกลับบ้านอีกครั้งในฤดูร้อน ผมเดินถนนเลียบเส้นทางเดียวกับที่เธอเคยเดิน นั่งบนบันไดหินของโกดังสินค้า เหม่อมองคลื่นในทะเล นั่งโดดเดี่ยว แม้จะรู้สึกกลวงไปทั้งอกจนอยากจะร้องไห้ออกมาก็ไม่มีน้ำตาแม้สักหยด ชีวิตดำเนินไปเช่นนั้น


edit @ 2005/08/16 15:06:57
edit @ 2005/08/21 21:38:39

2005/Aug/01

โบคุ ได้รับแรงดลใจจาก กีกิ ,หญิงสาวลึกลับให้หวนกลับไปโรงแรมโลมา(I'Hotel Dauphin)อีกครั้ง โรงแรมเก่าซอมซ่อถูกทุบทิ้ง โรงแรมใหม่ยังคงใช้ชื่อเดิม เขาพบ ยูมิโยชิ ,พนักงานต้อนรับซึ่งเคยมีประสบการณ์สยอง เมื่อลิฟท์เปิดประตูไปสู่ความมืดมิด,เผชิญมนุษย์แกะเช่นเดียวกัน พอเช็คเอ๊าท์ โบคุ ก็จำใจรับหน้าที่ดูแล ยูกิ ลูกสาวศิลปินนักเขียน มากิมูระ กับ ตากล้องหญิง อาเมะ ต่างแยกทางกัน และไม่มีเวลาให้กับลูก โบคุ พา ยูกิ ไปเยี่ยมแม่(อาเมะ)ที่ฮาวาย หล่อนรับจ๊อบถ่ายภาพแฟชั่น โดยมี ดิ๊ก นอร์ธ ,กวีแขนเดียวอดีตจีไอเป็นคนรู้ใจ
กีกิ หวนมากระตุ้นความทรงจำ โบคุ อีกครั้งหนึ่งจากหนังเอ๊กซ์'รักเขาข้างเดียวแห้งเหี่ยวกลางใจ' คู่ขาเธอไม่ใช่ใครอื่น โงะทันดะ ,ซูเปอร์สตาร์,เพื่อนสนิทโบคุตอนเรียนมัธยม ดาวรุ่งจวนอับแสงเมื่อชีวิตรักล้มเหลว ตำรวจสอบสวนโบคุเมื่อ เมอิ ถูกฆ่ารัดคอ ภาพหลอน กีกิ นำพา โบคุ ไปห้องกระตุกขวัญ ชั้น 8 ตึกร้างใน ฮอนโนลูลู 'กองกระดูกขาวโพลน 6 ศพ' มากิมูระ สั่งสโมสรนางทางโทรศัพท์ส่ง จูน ไปปรนเปรอโบคุถึงที่,โบคุ พอได้เค้า กีกิ จาก จูน บ้าง
ผู้ไขปริศนาฆาตกรรมลึกลับนี้กลับเป็น ยูกิ ,สาวน้อยวัย 13 แต่ความจริงเผยออกมานั้นยากที่โบคุจะรับได้ เขาไม่ต้องการสูญเสียคนรัก หรือคนใกล้ชิดอีกต่อไป โรงแรมโลมาคือจุดเริ่มต้นและจุดสุดท้ายแห่งความหวัง และ ความทรงจำที่ดี

งานเขียนของ ฮารูกิ มูราคามิ สะท้อนถึงความเปล่าเปลี่ยวอ้างว้าง การพลัดพราก และ ความตาย ภายใต้สภาวะแวดล้อมของสังคมญี่ปุ่นช่วงก้าวเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจหลังแพ้สงครามไม่กี่สิบปี วิถีชีวิตอันคร่ำเคร่งกับการทำงานหนัก อดทน และ ประหยัด การแข่งขันช่วงชิงสูงเพื่อดำรงชีวิตที่ดีกว่า นำไปสู่สภาวะเคว้งคว้าง ขาดหลักยึดมั่นของผู้คน ชัยชนะของทุนนิยม และ ความพ่ายแพ้ของจริยธรรม คือความขัดแย้งฝังซึมลึกจนเกิดวิกฤตสังคม อัตราการฆ่าตัวตายของคนสูงยิ่งขึ้นทุกปี โดยเฉพาะในหมู่วัยรุ่น
เอฟ สก็อตต์ ฟิทซ์เจอรัล( เดอะ เกรท แกทสบี้ )อาจมีอิทธิพลต่องานเขียนของเขาเรื่องนี้ในแง่ การผูกเรื่องราวโยงไยสมเหตุผล เรื่องพิลึกกึกกือเหลือเชื่อที่แทรกเข้ามาทำให้นวนิยายโดดเด่น มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทำให้บรรยากาศของเรื่องไม่หดหู่ซึมเศร้าเกินไป
อาการโหยไห้ถึงอดีตของบทเพลงแห่งยุค(70's 80's)สมัยคล้ายคำไว้อาลัยในโลกเซลลูลอยด์ของ หว่อง คา ไว (แอช ออฟ ไทม์,2046)แต่เรียบง่ายกว่าแนวศิลปะคอลลาจ
นักเขียนบิ๊กเนมระดับโลกแดนปลาดิบผู้นี้ ไม่อาจครองใจ นักอ่าน ชาวไทยได้เฉกเช่น โคจิ ซูสุกิ (ริง คำสาปมรณะ) เพราะเนื้อเรื่องไม่เอาใจตลาด ขาดความรื่นรมณ์,หวานแหวว ระทึกขวัญชวนขนหัวลุก แต่ นักเขียนไทย ควรศึกษา วิเคราะห์ว่าเขา โกอินเตอร์ ได้อย่างไร?

P25 - แต่ไม่มีใครเหลืออยู่ ไม่มีสตรีคนใดเหลืออยู่ในห้องนี้ มีเพียงตัวผมดำรงอยู่ตามลำพัง ผมเสพเงาขาดหายของพวกเธอเสมอ สตรีที่จากผมไปแล้ว ผมมองเห็นคำพูด มองเห็นลมหายใจ มองเห็นเพลงที่เธอฮัมในลำคอ โปรยปรายเหมือนฝุ่นขุ่นขาว ที่นี่บ้างที่นั่นบ้าง ทุกซอกมุมของห้อง

P172 - บางคราวฉันเหนื่อยล้าเหลือเกิน ฉันปวดหัว ฉันหลงทิศ ฉันแยกแยะไม่ได้อีกแล้วว่าตัวจริงอยู่ที่ไหน ภาพมายาอยู่ที่ไหน ที่ไหนกันที่เป็นเส้นแบ่งระหว่างตัวตน กับ เงา ของตัวเอง .. ฉันอิจฉาแก แกเป็นตัวของตัวเองแต่ก็ยังเคลื่อนต่อไปได้ ใครจะคิดยังไงแกไม่แยแส แกทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ

P130 - เราทุกคนล้วนต่อเชื่อมเกี่ยวโยงกัน

P239 - มนุษย์บรรลุจุดสูงสุดในชีวิตได้หลากหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นผู้ใด เมื่อใดที่บรรลุจุดสูงสุดแล้วชีวิตที่เหลือก็ดิ่งลงเนินสถานเดียว ไม่มีใครยับยั้ง ไม่มีใครเปลี่ยนให้เป็นอื่นไปได้
เรื่องที่ย่ำแย่เลวร้ายที่สุด จะเป็นการค้นหาจุดสูงสุดในชีวิตของตนเองไม่เจอ เราอาจคิดว่าเราพยายามไต่ ทุ่มเททุกอย่างเพื่อไต่ขึ้นสูงสุด แต่ไม่เคยรู้ตัวเลยว่าข้ามสันเขามาแล้ว ไม่มีใครบอกได้ บางคนทะยานสู่จุดสูงสุดได้เมื่ออายุ 12 ขวบ แต่ก็ใช้ชีวิตที่เหลือราบเรียบไร้ประกาย บางคนพยายามตลอดชีวิต บ้างก็ตายไปเมื่อขึ้นสู่จุดสูงสุด
กวี และ นักประพันธ์เพลงเฆี่ยนขับตนเองบ้าคลั่ง ดันตนเองสุดตัว เพียงเพื่อจะพบว่าไร้เรี่ยวแรงไปสิ้นเมื่ออายุ 30 และแล้วก็มีคนแบบ'ปิกัสโซ' ที่ค้นพบตนเองเมื่ออายุเกิน 80 ปี
แล้วตัวผม?
จุดสูงสุดของผม? จริงหรือว่าผมก็มีจุดสูงสุดเหมือนชาวบ้าน ผมแทบจะไม่มีชีวิตเป็นของตัวเองเสียด้วยซ้ำไป เป็นเพียงกระฉอกคลื่น กระเพื่อมขึ้นบ้าง,ลงบ้าง เพียงเท่านั้น ไม่มีอะไรมากกว่านั้นอีกแล้ว ไม่มีอะไรก่อตัวจากความว่างเปล่า
ผมเคยรัก และเคยได้รับความรัก แต่ก็ไม่มีเหลืออะไรพอจะยกมาอวดสายตาได้ ผมเป็นเพียงทุ่งราบเวิ้งว้าง ทิวทัศน์ไร้สิ่งใดชวนให้หันมามองซ้ำสอง ผมรู้สึกว่าตัวเองเหมือนหลุดเข้าไปในวิดีโอเกม เหมือนตัว แพ็กแมน วิ่งไล่งับ หัวกะโหลก ในเขาวงกตลายเส้นประ แน่ใจได้เพียงประการเดียวว่าแล่นพล่านมุ่งหน้าไปสู่ความตาย ..


พิเชษฐ์ ชาญธีระประวัติ
View full profile