
1.
ภาพยนตร์เรื่อง สลัมด็อก มิลเลียนแนร์ มีจุดเริ่มต้นจาก เคต ซินแคลร์ ,ฝ่ายสรรหาหนังสือของฟิลม์โฟร์เพิ่งได้อ่านปรู๊ฟ Q&A ,นิยายที่ยังไม่ได้ตีพิมพ์ของ วิกาส สวารัป ,อดีตนักการทูตชาวอินเดีย ว่าด้วยประสบการณ์ชีวิตหัวหกก้นขวิดของเด็กหนุ่มกำพร้าจากสลัม ผู้สามารถตอบคำถามรายการเกมเศรษฐีได้ถึงข้อสุดท้าย ซินแคลร์รู้สึกประทับใจมากจึงรีบโทรศัพท์บอก เทสซ่า รอสส์ ,หัวหน้าฝ่ายภาพยนตร์ และละครที่แชลแนลไฟว์ให้ซื้อลิขสิทธิ์หนังสือ ระหว่างตีพิมพ์เรื่องราว รอสส์ นัดดินเน่อร์กับนักเขียน ,ผู้กำกับ และ ผู้อำนวยการสร้าง เธอคุยกับ ไซมอน โบฟอย ซึ่งรู้จักกันมานาน และอยากจะทำงานร่วมกันสักครั้ง พอเล่าโปรเจกต์พิเศษนี้จบ โบฟอยชื่นชอบไอเดียนี้มาก และตัดสินใจร่วมทีมอย่างรวดเร็ว
โบฟอยต้องดัดแปลงหนังสือเป็นบทหนังจากเรื่องสั้น 12 บทให้ต่อเนื่องอย่างรวดเร็ว ต้นฉบับเล่ามาแบบไม่ปะติดปะต่อ บางบทเป็นเกร็ดความรู้ไม่เชื่อมโยงกับตัวละครหลักเสียด้วยซ้ำ ด้วยความเคารพต่อนักเขียน และ รักษาจิตวิญญาณของหนังสือเอาไว้ โบฟอยค่อยๆเข้าถึงแก่นนิยายของสวารัป มุมมองคอหนังชาวตะวันตกส่วนใหญ่ไม่เคยสัมผัสสภาพแวดล้อมคนอินเดียในนครมุมไบ(บอมเบย์เดิม)ซึ่งมีจังหวะชีวิตเคลื่อนไหวแปรผันอย่างรวดเร็วเหมือนลอนดอนสไตล์ ชาร์ลส์ ดิ๊กเก้น ในศตวรรษที่ 21 คนรวยยิ่งรวยล้นฟ้า ส่วนคนจนยิ่งจนติดดิน และมีคนชั้นกลางมหาศาลพยายามไต่เต้าขึ้นไปข้างบน
ต่อไปนี้คือคำถามเงินล้าน
What does it take to find a lost love ?
a. Money
b. Luck
c. Brainpower
d. Destiny
ผมเพิ่งดูหนังเรื่องนี้ที่ สกาล่า สยามสแควร์ รอบ 12.00 น. มีแฟนที่ชื่นชอบหนังชักชวนกันไปดูจากเว็บบอร์ดพันทิพ เพราะไม่ฉายในเครือเมเจอร์ และอีจีวี(คนตรวจหน้าหนังเขาไม่ชอบ .. ตาไม่ถึงน่ะ)
ขอบอกได้ว่าหนังดีสมกับคว้า 8 รางวัลออสการ์(รวมภาพยนตร์ยอดเยี่ยม)
เทหมดหัวใจให้หนังเรื่องนี้เลย สุดซาบซึ้งต่อมน้ำตาแตก เพลงประกอบไพเราะเพราะพริ้ง
โบฟอยบรรจงแยกย่อยวิธีการเล่าเรื่องไปเรื่อยๆเพื่อนำพาผู้ชมจากจุด A ไป B แต่ก็กระโดดกลับมาสู่เรื่องราวการสืบสวนของตำรวจ และรายการเกมเศรษฐี(Who Wants To Be A Millionaire)ได้วิเศษสุด โบฟอยคิดชื่อหนัง Slumdog Millionaire ซึ่งทุกคนชอบมาก ตลกร้ายตรงที่ว่าเนื้อหาดราม่าอันสับสนกลับโฟกัสเป็นหนึ่งเดียว หลายช่วงเวลาเต็มไปด้วยความขมขื่น เจ็บปวด และทุกข์ทรมานดุจเทพนิยาย ผสมผสานเรื่องรักโรแมนติกที่ทำให้ผู้ชมหัวเราะหรือร้องไห้ และอาจทำให้ผู้ชมสะดุ้งสุดตัว
เมื่อบทร่างเกือบสมบูรณ์แบบทีมงานจึงเลือกผู้กำกับคนนอก ทีมผู้สร้างหนังชาวตะวันตกจะนำองค์ประกอบอันน่าทึ่งสู่แผ่นฟิล์ม คล้าย แซม เมนเดส นำเสนอภาพชานเมืองสหรัฐอเมริกาใน American Beauty และ อั้ง ลี่ นำเสนอภาพแนวพีเรียดของอังกฤษใน Sense and Sensibility มุมมองใหม่ๆสีสันสดใสภายใต้เอกลักษณ์ของความมีชีวิตชีวาซึ่งคนท้องถิ่นมองข้ามวัฒนธรรมของเขาเอง
แดนนี่ บอยล์ อุทานว่าใครจะอยากทำหนังเกี่ยวกับเกมเศรษฐีวะ..! ตอนสตูดิโอยื่นบทหนังผ่านเอเย่นต์ให้อ่านก่อน ขนาดทีมผู้อำนวยการสร้างยังคิดในใจเลยว่า มีใครอยากดูเกมโชว์ในโรงหนังอีกเหรอ .. บอยล์เกือบจะเก็บมันเข้าลิ้นชักถาวรถ้าไม่เหลือบเห็นชื่อคนเขียนบทคือ ไซมอน โบฟอย เขาจำได้ว่าโบฟอยเขียนบท The Full Monty และบอยล์เคยดูหนังที่โบฟอยกำกับเองด้วย จึงลองอ่านพอเป็นพิธีแล้วค่อยปฏิเสธ เอาเข้าจริงเพียง 15 หน้าแรกบอยล์ตัดสินใจกำกับหนังเรื่องนี้ทันที โดยไม่หวั่นเกรงว่าจะหาเงินทุนมาจากไหน ให้ใครแสดง กระทั่งการเดินทางไปเยือนอินเดียครั้งแรก
บอยล์เข็ดหลาบวิธีเล่าเรื่องผ่านสายตาชาวตะวันตกท่องเที่ยวไปในประเทศไทยจาก The Beach เพื่อตักตวงอะไรบางอย่างมาสนองตัณหาตัวเอง ครั้งนี้เขาอยากจมปลักอยู่ในสถานที่ซึมซับวิถีชีวิตชาวสลัม แล้วนำเสนอจากมุมมองของคนท้องถิ่นจริงๆ
เลิฟลีน ทันดัน ,แคสติ้งไดเร็กเตอร์ชาวอินเดียทำหน้าที่ผู้กำกับร่วมกับบอยล์ในกองถ่ายย่อยหลายครั้ง เธอคัดเลือกเด็กๆมาเข้าฉาก และเป็นล่าม บอยล์สารภาพว่าหากขาดเธอเขาคงไม่สามารถสร้างหนังเรื่องนี้ได้เลย ทันดันชี้นำบอยล์เรื่องความซับซ้อนด้านวัฒนธรรมของชีวิตผู้คนบนท้องถนน
กระบวนการคัดเลือกนักแสดงนำใน 3 ช่วงอายุคือ 7 , 13 และ 18 ปี ทำให้บอยล์และโคลสันเดินทางไปทั่วอเมริกา แคนาดา อังกฤษ และ อินเดีย ทีมงานตั้งใจจะถ่ายทำหนังเป็นภาษาอังกฤษแต่เด็กๆจากชุมชนแออัดจูฮูในมุมไบมักจะพูดภาษามหาราตี(ฮินดู) พอให้เด็กๆท่องบทภาษาอังกฤษก็ล้มเหลว มีคนเสนอให้เด็กๆพูดบทด้วยภาษาท้องถิ่นแล้วตัวละครค่อยเปลี่ยนมาใช้ภาษาอังกฤษในองค์ที่ 2 ซึ่งไม่เลวนักและเรื่องก็สมจริงมากด้วย
ก่อนการถ่ายทำจริงจะเริ่มต้นบอยล์นำทีมงานและนักแสดงไปคลุกคลีบรรยากาศจริงๆของมุมใบ สัมผัสความยากจนข้นแค้น และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เทวะ ปาเตล ,พระเอกของเรื่องจะได้รับประโยชน์ก่อนเปิดกล้องโดยเสริมสร้างบุคลิกตัวละคร และ ปรับเปลี่ยนสำเนียงภาษา บอยล์เคยตระเวนไปสำรวจชุมชนแออัดทั่วโลก เช่น ไคเบราในเคนยา แต่ที่ธาราวีในมุมไบจะได้กลิ่นประหลาดชวนคลื่นเหียนวิงเวียนโชยมาแต่ไกล
หนังเปิดฉากพาผู้ชมไปรู้จักตัวละคร จามาล มาลิค ,เด็กชายผู้คลั่งไคล้ดาราดังถึงขั้นกลั้นใจกระโดดลงบ่ออุจจาระตะเกียกตะกายมาขอลายเซ็น ส่วนพี่ชายเขาคือ ซาลิม นำภาพถ่ายพร้อมลายเซ็นนั้นไปขายต่อทำกำไร สองพี่น้องกลายเป็นเด็กกำพร้าเมื่อมารดาเสียชีวิตจากเหตุจราจลความขัดแย้งทางศาสนา ลาติก้า ,เด็กหญิงผู้ประสบชะตากรรมเดียวกันมาอาศัยอยู่ด้วย ครบองค์เปรียบเปรยกับวรรณกรรมของ อเล็กซานเดอร์ ดูมาส เรื่อง'สามทหารเสือ'(The Three Musketeers) สภาพความเป็นอยู่ในแหล่งเสื่อมโทรม ด้อยโอกาส บีบให้เด็กๆประกอบอาชีพไม่สุจริต โดยการลักเล็กขโมยน้อย หากินกับกองขยะ ไร้ที่ซุกหัวนอน จึงตกเป็นเหยื่อแก๊งขอทานและพวกมาเฟีย ทั้งสามจำต้องพลัดพรากจากกันบ่อยครั้ง
ตัดสลับฉากมาช่วงเวลาปัจจุบัน จามาลหนุ่มไร้การศึกษาจากสลัมมุมไบกำลังเป็นศูนย์รวมความสนใจของผู้ชมโทรทัศน์รายการเกมเศรษฐี เขาชนะการตอบคำถามแต่ละข้อเกือบพิชิตแจ๊คพ็อตมูลค่า 20 ล้านรูปี แต่ เปรม คูมาร์ ,พิธีกรรายการนี้ไม่ได้รู้สึกยินดีกับจามาลที่ชีวิตกำลังจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ด้วยความอิจฉาริษยาคู่แข่งซึ่งไต่เต้าขึ้นมาจากโคลนตมจนสบโอกาสทองเช่นเดียวกับเขา และไม่เชื่อว่าจามาลจะมีสติปัญญาตอบคำถามถูกทุกข้อ
ช่วงพักบันทึกรายการยามค่ำคืนเปรมเรียกเจ้าหน้าที่มาอุ้มตัวจามาลนอกสตูดิโอไปสอบปากคำที่โรงพัก คาดคั้นให้ได้ว่าจามาลโกงคำตอบแน่ๆด้วยการซ้อมผู้ต้องหา และทรมานโดยวิธีช็อตไฟฟ้า ตำรวจสอบสวนจามาลทั้งคืนพบว่าเขารู้สึกสับสนพอๆกับทุกคนที่เข้ารอบมาได้ไกลขนาดนี้ พวกเขาทบทวนคำถามทีละข้อ และจามาลอธิบายอย่างแจ่มแจ้งว่าเขารู้คำตอบได้อย่างไร ระหว่างเขาเล่าเรื่อง .. ชีวิตพิศดารของตนเองและผองเพื่อนผู้อาภัพก็ค่อยๆเผยออกมา
หนังย้อนอดีตในวัยเด็กของจามาล ผ่านมุมกล้องเคลื่อนไหวราวกับซัดเครื่องดื่มชูกำลังเกินพิกัด ทั้งสโลว์โมชั่น และ เร่งสปีด แทรกช็อตทะแยงมุมเน้นสภาวะความไม่แน่นอนของชีวิตผู้คน รถราวิ่งขวักไขว่ กระทั่งตึกระฟ้า เร้าอารมณ์ด้วยเสียงดนตรีแนวฮิปฮอปดังกระหึ่มสไตล์หนังเพลงบอลลีวู้ด เข้ากับบรรยากาศสังคมอินเดียที่ยังมีการแบ่งชนชั้นวรรณะ โดยเฉพาะฉากไล่ล่า วิ่งหนีเอาตัวรอด ดิ้นรนไขว่คว้า แทบตลอดเรื่อง (สะท้อนถึงห่วงโซ่อาหาร .. สัตว์ใหญ่กินสัตว์เล็ก)
ไม่ลืมแทรกอารมณ์ขัน เช่น ตอนจามาลเป็นไกด์ผีหลอกหากินกับนักท่องเที่ยวในทัชมาฮาลไปวันๆ ขโมยรองเท้า ถอดชิ้นส่วนรถเบ็นซ์(ล้อเลียนแนวคิดเศรษฐกิจขนาดย่อมของชูมัคเกอร์) รวมไปถึงมุกตลกในคอลล์เซ็นเตอร์ ขณะที่ความผิดหวังขมขื่น และคับแค้นใจโหมกระหน่ำมาเป็นระลอกจนผู้ชมแทบเบือนหน้าหนี ทำให้จามาลไม่ต่างกับ โอลิเวอร์ ทวิสต์ ยุคโลกาภิวัฒน์ ผู้เอาตัวรอดได้ในทุกสถานการณ์อันเลวร้าย ผิดกับซาลิม,พี่ชายร่วมสายเลือดที่ถูกสังคมต่ำทรามกลืนกิน ตกอยู่ในวังวนอาชญากรรมจนดิ้นไม่หลุด แม้ในวาระสุดท้าย ผู้ชมย่อมตระหนักว่าพระเจ้า(มิจฉาทิฐิ)ของซาลิมหาใช่พระอัลเลาะห์ไม่ แต่คือพระเจ้าแห่งเงินตราต่างหาก
edit @ 14 Apr 2009 17:27:38 by pinocchio