movies

The GodFather 1972

     ดอน วีโต คอร์เลโอเน่ จัดงานฉลองวันแต่งงานให้กับลูกสาว คอนสตานเซีย(คอนนี่) คาร์เลโอเน่ กับ คาร์โล รีสซี ,เจ้าบ่าวผู้มีบิดาเป็นชาวเกาะซิซิลี และ มารดาเป็นคนทางเหนือของประเทสอิตาลี ดอนไม่ค่อยชอบหน้าลูกเขยสักเท่าไหร่ยกเว้นหมอนั่นมาพร้อมกับรายละเอียดเกี่ยวกับ'กาสิโน' การพนันอย่างถูกต้องตามกฎหมายในเนวาดา ดอนให้เพื่อนจัดการลบประวัติพกอาวุธปืนในที่สาธารณะจากแฟ้มตำรวจรัฐเนวาดาของคาร์โลจนสะอาดเอี่ยมอ่อง คอนนี่ คอร์เลโอเน่ ในชุดเจ้าสาวสีขาว บริสุทธิ์ ดุจพรหมจารีของหล่อน รูปร่างบอบบางและขี้หงุดหงิด มีแนวโน้มพออายุมากขึ้นจะเป็นคนขี้บ่น วันนี้หล่อนสวยเด่นงามสง่า นั่งวางมือบนต้นขาเจ้าบ่าวซึ่งห่อปากรูปคันศรรักกามเทพส่งจูบให้

     ดอน วีโต คอร์เลโอเน่ เปิดบ้านลองบีชหลังโตที่ ลองไอส์แลนด์ ต้อนรับแขกเหรื่อมางานเลี้ยงวันเสาร์สุดท้ายของเดือนสิงหาคม คศ. 1945  เขาไม่เคยลืมเพื่อนเก่าและเพื่อนบ้าน ทยอยกันออกมาจากนิวยอร์กเพื่อให้เกียรติเขา โดยถือซองจดหมายสีครีมใส่เงินสดๆมาให้เป็น ของขวัญ สำหรับเจ้าสาว ในแต่ละซองจะมีนามบัตรแจ้งชื่อผู้ให้และจำนวนเงินทีแสดงความนับถือต่อก๊อดฟาเธอร์สุดหัวใจ

     ดอน วีโต คอร์เลโอเน่ ไม่ปรารถนาสิ่งใดจากผู้มาขอความช่วยเหลือ นอกจากมิตรภาพ และ การแสดงความเคารพจากคำนำหน้านาม ดอน หรือฉายา ก๊อดฟาเธอร์ บางครั้งมีการแสดงออกในรูปธรรมง่ายๆ เช่น ของขวัญเล็กๆน้อยๆอย่างเหล้าไวน์ทำเองสักแกลลอนหรือตาราลเลสใส่พริกสักกระจาด นั่นเป็นมารยาทที่บ่งบอกว่าคนๆนั้นเป็นหนี้เขาอยู่ และเขามีสิทธิ์เรียกร้องหามันได้ทุกเวลา
     ใครที่มาขอความช่วยเหลือจากดอนจะไม่เคยผิดหวังกลับไป เขาไม่เคยให้สัญญาลมๆแล้งๆ ไม่เคย(แก้ตัว)อ้างว่ามีอำนาจอื่นในโลกยิ่งใหญ่กว่าตัวเอง ไม่สำคัญว่าผู้ที่มาขอความช่วยเหลือจะมีปัญญาตอบแทนบุญคุณหรือไม่ ไม่ว่าใครจะยากดีมีจน หรือไร้อำนาจวาสนา ดอน วีโต คอร์เลโอเน่ ยินดีจะแบกรับความยุ่งยากของผู้นั่นใส่ไว้ในใจ และอาสาคลายทุกข์ให้ทุกคน หวังแต่เพียง รางวัล ตอบแทนน้ำใจด้วยมิตรภาพชั่วนิรันดร์

     โธมัส เฮเจน นำ อเมริโก โบนาซารา ไปพบ ดอน ในห้องทำงาน ดอนต้อนรับแขกผู้นี้อย่างเย็นชา ไม่กอดและไม่เชกแฮนด์ด้วยแต่โบนาซาราก็มีวิธีเรียกร้องความสนใจอย่างฉลาด
     " ผมเชื่อมั่นในอเมริกา อเมริกาสร้างความมั่งคั่งให้ผม และ ผมเลี้ยงลูกสาวผมตามแบบอเมริกัน ให้เสรีแก่เธอแต่ผมสอนเธอว่าอย่าทำตัวให้เสียเกียรติวงศ์ตระกูล เธอมีแฟนคนหนึ่งไม่ใช่อิตาเลี่ยน เธอออกไปดูหนังกับเขาแล้วก็อยู่ดึกดื่น ผมไม่หวงห้าม
     2 เดือนก่อนแฟนชวนเธอออกไปเที่ยวกับไอ้หนุ่มอีกคน พวกมันมอมเหล้าเธอ พยายามปลุกปล้ำเธอ เธอขัดขืน เธอรักษาเกียรติ มันเลยซ้อมเธอเหมือนสัตว์
     ผมไปเยี่ยมลูกที่โรงพยาบาล เห็นดั้งจมูกเธอหัก ขากรรไกรแตกต้องเอาลวดรัดเอาไว้ เธอร้องไห้ไม่ออกเพราะความเจ็บปวดแต่ผมร้องไห้โฮ ร้องเพราะอะไร.. เธอเป็นแสงสว่างแก่ชีวิตผม เธอเป็นคนสวย ตอนนี้เธอจะไม่สวยงามอีกต่อไปแล้ว
     ขอโทษครับ (ซันนี่เอาน้ำให้ดื่ม) ผมไปหาตำรวจอย่างพลเมืองดี จนสองคนนั่นถูกจับขึ้นศาล ผู้พิพากษาตัดสินจำคุกมัน 3 ปี แต่ให้รอลงอาญา มันได้รับการรอลงอาญา และก็เป็นอิสระ(ปล่อยตัว)ไปในวันนั้น ผมยืนอยู่กลางศาลราวกับไอ้งั่ง ไอ้เลวสองตัวนั่นมันยิ้มเยาะผม ผมพูดกับเมียว่าเราต้องไปหาความยุติธรรม เราต้องไปหา ดอน คอร์เลโอเน่ "
     " ทำไมคุณไปแจ้งตำรวจ ทำไมคุณไม่มาหาผมก่อน " ดอนก้มหัวฝืนแสดงความเคารพต่อความเศร้าโศกของอาคันตุกะ
     " คุณต้องการอะไรโปรดบอกผมเถอะ แต่ขอให้ทำในสิ่งที่ผมขอร้อง "
     " อะไร? (โบนาเซราเดินมากระซิบ) ผมทำให้ไม่ได้ "
     " จะเอาอะไรผมจ่ายให้ได้หมด " น้ำเสียงเขาหยิ่งทรนงทันใด เฮเจนร่างสะท้านขณะซันนี่กอดอกยิ้มเหยียด
     " เรารู้จักกันมาหลายปีแต่นี่เป็นครั้งแรกที่คุณมาหาผมและขอให้ผมช่วย ผมจดจำครั้งสุดท้ายไม่ได้ ที่คุณเคยเชิญผมไปดื่มกาแฟที่บ้านของคุณ ถึงแม้ ภรรยา ผมจะเป็น แม่ทูนหัว ของลูกคุณ ถ้าพูดกันตามตรงคุณไม่ค่อยอยากเป็นมิตรกับผม และคุณกลัวว่าจะเป็นหนี้ผม " ดอนลุกขึ้นจากเก้าอี้ สีหน้าเฉยเมย
     " ผมแค่ไม่อยากเดือดร้อนเท่านั้น " โบนาเซราละล่ำละลัก
     " ผมเข้าใจ คุณพบ สวรรค์ ในอเมริกา คุณมีกิจการค้าดี มีชีวิตสุขสบาย มีตำรวจคุ้มครอง มีศาลเป็นที่พึ่ง คุณไม่จำเป็นต้องคบผม แต่ตอนนี้คุณมาหาผมและพูดว่า ดอน ให้ ความยุติธรรม กับผมทีเถอะ คุณไม่ได้ขออย่างเคารพนบนอบ ไม่ได้ขออย่างมิตร คุณไม่แม้แต่จะเรียกผมว่า ก๊อดฟาเธอร์ ยิ่งกว่านั้นคุณถ่อสังขารมาหาผมในวันแต่งงานลูกสาวผม และ ขอให้ผมฆ่าคนอีกเพื่อเงิน "
     " ผมเพียงร้องขอความยุติธรรม "
     " ความชอบธรรมอะไร? ลูกสาวคุณยังไม่ ตาย นี่ " ดอนพูดห้วนๆ
     " งั้นขอให้พวกมันทุกข์ทรมานอย่างที่ลูกผมทนทุกข์ทรมาน ผมจะต้องจ่ายคุณเท่าไหร่? "
     " โบนาเซรา ผมเคยทำอะไรคุณ คุณถึงขาดความเคารพผม ถ้าคุณมาหาผมด้วยความเป็นมิตร ไอ้กุ๊ยที่ย่ำยีลูกสาวคุณจะต้องเจ็บปวดในวันนี้แน่ คนที่เป็นศัตรูกับคนที่ซื่อสัตย์อย่างคุณย่อมเป็นศัตรูของผมด้วย และมันจะกลัวคุณ "
     " เป็นเพื่อนผมนะครับ (ก้มศีรษะ) ก๊อดฟาเธอร์ " โบนาเซรายกหลังมือดอนขึ้นจูบ
     " ดี (เอามือโอบไหล่) สักวันหนึ่งซึ่งวันนั้นจะมาถึง ผมจะขอให้คุณช่วยผมบ้าง แต่สำหรับตอนนี้จงรับความยุติธรรมนี้ไว้เป็น ของขวัญ วันแต่งงานลูกสาวผม "
     " ขอบคุณ ก๊อดฟาเธอร์ " โบนาเซราเสร็จธุระเดินออกไป ซันนี่ปิดประตู
     ดอนเรียกเฮเจน " ส่งเรื่องให้ เคลเมนซ่า นะ ผมต้องการใช้คนที่เชื่อถือได้ คนที่ไม่ทำอะไรเลยเถิด เราไม่ใช่ฆาตกรถึงเจ้า สัปเหร่อ (โบนาเซรา)จะว่าเราเป็นก็เถอะ "

     ลูกชาย 3 คนของ ดอน วีโต คอร์เลโอเน่ คนโตชื่อ ซานตีโน่ คอร์เลโอเน่ แต่ใครๆนิยมเรียก ซันนี่ ยกเว้นพ่อตัวเอง ซันนี่สูง 6 ฟุต ผมหยิกดกหนา ใบหน้าหล่อเหลาดุจกามเทพ ริมฝีปากเอิบอิ่มยั่วยวน และคางบุ๋มดูทะเล้นนิดๆ รูปร่างแข็งแกร่งปานวัวกระทิงนั้นไม่เท่าไหร่เพราะอวัยวะเพศขนาดน้องม้าทำเอา กระหรี่ รอบจัดเบ่งขอค่าตัวเพิ่ม 2 เท่า หลังจากเอามือกำ ฆวย มหึมาของเขาแล้ว
     ซันนี่เป็นคนกล้าหาญ มุทะลุดุดัน ใจกว้าง..ใจใหญ่พอๆกับ ฮำ ของเขาแต่ไม่มีความถ่อมตนเหมือนพ่อ ในเมื่อโมโหง่ายจึงมักตัดสินใจผิดพลาด เขาช่วยเหลือครอบครัวได้มาก แต่หลายคนสงสัยอยู่เหมือนกันว่า ดอน จะเลือกเขาเป็นทายาทสืบทอดอำนาจหรือไม่?

     คนที่ 2 ชื่อ เฟรเดริโค คอร์เลโอเน่ เรียกสั้นๆว่า เฟรโด้ รูปร่างเตี้ยหนา ใบหน้าซื่อบื้อ แม้ท่าทางจะบึกบึนขยันขันแข็ง จงรักภักดี และพร้อมจะรับใช้พ่อเสมอ อาศัยอยู่กับพ่อแม่จนล่วงวัย 30 ปีแล้วเหมือนลูกแหง่ ไม่เคยขัดแย้งกับพ่อ ไม่ใฝ่ต่ำในสตรีเพศ ดูค่อนข้างเรียบร้อยเกินไป เขาไม่มีพลังห้าวหาญอย่าสำสัตว์ซึ่งจำเป็นต่อภาวะผู้นำ ไม่มีใครคิดว่าเขาจะได้เป็นผู้รับช่วงธุรกิจของครอบครัวต่อจาก พ่อ เลย

     คนที่ 3 คือ ไมเคิล คอร์เลโอเน่ รูปหล่ออย่างเรียบๆ ผมดำขลับเหยียดตรง ผิวสีน้ำตาล ดอนกลัวว่าลูกชายคนนี้จะเป็นกะเทยตราบจนอายุเขาเลย 17 ปี เขามีพลังเงียบแฝงเร้นความเฉลียวฉลาดเหมือนพ่อเปี๊ยบ สัญชาตญาณดิบบางอย่างในตัวทำให้ใครๆต่างนับถือเกรงใจ มีแววจะได้เป็นทายาทดำเนินธุรกิจของครอบครัวต่อไปในเวลาที่เหมาะสม
     เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 อุบัติขึ้น ไมเคิลสมัครเป็นทหารหน่วยนาวิกโยธิน เขาขัดคำสั่งพ่ออย่างแรง ดอนไม่อยากเห็นลูกชายถูกฆ่าตายในสมรภูมิเพื่อรับใช้ชาติมหาอำนาจใหม่ ไมเคิลอายุ 21 ปี บรรลุนิติภาวะยากที่ใครจะขัดขืนการตั้งใจของเขา เขาได้เป็นทหารสมใจประจำภาคพื้นมหาสมุทรแปซิฟิค ได้ยศร้อยเอกพร้อมเหรียญกล้าหาญ ปลดประจำการเมื่อต้นปี คศ.1945 เพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ หารู้ไม่ว่าพ่อเขาจัดการเรื่องนี้อยู่เบื้องหลัง
     ไมเคิลอยู่บ้าน 2 สัปดาห์แล้วก็ไปเข้าเรียนวิทยาลัยดาร์ทวิชโดยไม่ปรึกษาหารือใคร วันนี้เขากลับมาร่วมงานแต่งงานน้องสาว และ อวดโฉมเจ้าสาวอเมริกันจ๋าในอนาคตให้ทุกคนประจักษ์

     แขกร่วมร้อยคนอยู่ในสวนใหญ่ บางคนเต้นรำอยู่บนพื้นยกระดับรายรอบด้วยดอกไม้ประดับประดา บางคนนั่งที่โตะยาวซึ่งมีอาหารและเหยือกเหล้าไวน์กองอยู่เต็ม คู่บ่าวสาวนั่งโดดเด่นประจำโต๊ะยกขึ้นสูงเป็นพิเศษ เพื่อนเจ้าสาว เด็กถือช่อดอกไม้ และ เด็กเดินนำ พิธีรีตรองจัดแบบอิตาเลี่ยนโบราณตามใจดอน
     ครอบครัวเจ้าภาพตั้งแถวเตรียมถ่ายรูปหมู่ จู่ๆดอนก็พูดโพล่ง " แล้วไมเคิลล่ะ "
     " อยู่ตรงโน้นไม่ต้องห่วง " ซันนี่
     " ถ้าขาดไมเคิลก็ยังไม่ถ่ายรูป รอก่อนยังไม่ถ่ายตอนนี้ " ดอนบอก
     " มีอะไรเหรอ ซันนี่ " เฮเจนถาม
     " รอไมเคิล " ซันนี่เซ็ง

     เปาลี กาตโต,ชายหนุ่มท่าทางเจ้าชู้ไก่แจ้ หัวเหมือนพังพอน สอดส่ายสายตาจับอยู่ที่กระเป๋าผ้าไหมใส่ซองบรรจุเงินสดของคอนนี่(เจ้าสาว) ส่วน ปีเตอร์ เคลเมนซา,ลูกพี่ร่างอ้วนฉุกำลังสนุกกับการเต้นรำเหวี่ยงสาวๆไปรอบเวที พวกหนุ่มๆหลีกทางไปยืนปรบมือตามจังหวะเพลงบรรเลงจากแมนโดลิน เคลเมนซาทรุดตัวลงบนเก้าอี้หยุดพักเหนื่อย เขาหายใจแรงเหมือนปลาวาฬ
     " เฮ้ พอลลี่ เอาไวน์ให้ฉันดื่มหน่อยสิ พอลลี่ เอาไวน์อีกหน่อย "
     " คุณเต้นรำเก่งจังเลยนะครับ "
     " แกเป็นกรรมการตัดสินรึไง ไม่ต้องสะเออะมาทำเป็นรู้ดี เดินดูรอบๆบ้านนั่นแหละหน้าที่แก " เคลเมนซาดื่มไวน์อึกใหญ่
     " สอง สามหมื่น เงินสดทั้งนั้นใส่ไว้ในกระเป๋าสะพาย นี่ถ้าเป็นงานแต่งงานคนอื่นล่ะก็คงไม่ได้ขนาดนี้หรอก " เปาลี กาตโต ตาลุกวาว
     " เฮ้ พอลลี่ เอานี่ของแก เอานี่อีก "
     " เจ้าบ้าเอ๊ย " พอลลี่รับของที่โยนมาแทบไม่ทัน

     ลูซี่ มานซีนี่,เพื่อนเจ้าสาวเล่นหูเล่นตากับซันนี่,เพื่อนเจ้าบ่าวระหว่างซ้อมพิธีแต่งงาน เธอให้ท่าซันนี่ด้วยการพูดกระเซ้าเย้าแหย่อย่างแนบเนียน ประสบการณ์ทางเพศ 2 ครั้งในวิทยาลัยไม่ค่อยประทับใจนัก เพื่อนชายตำหนิเธอว่า หม้อ ใหญ่เกินไปจนเธอไม่กล้าออก เดท กับใครอีกเลย
     แววตาซันนี่หื่นกระหายเมื่อเจอคู่ขารายใหม่ เขาเฉไฉพูดกับภรรยา " แซนดร้าดูแลเด็กอย่าให้วิ่งวุ่นวายนะ "
     " คุณน่ะเลิกเงี่ยนง่านหรือยัง " แซนดร้ารู้ทัน

     ชาย 2 คนใส่สูทเข้มนั่งรถเก๋งเชพโรเลตสีดำมาหยุดที่ปากทาง คนหนึ่งดึงสมุดพกออกมาจดหมายเลขทะเบียนรถยนต์ต่างๆที่จอดอยู่รอบๆทางเดิน อีกคนถือวิสาสะถ่ายรูปแขกคนสำคัญจึงถูกสมุนของเขาแกะม้วนฟิลม์ออกทันที ดอนแนะนำเพื่อนสนิทมาร่วมงานโดยไม่ใช้รถของตัวเอง ซันนี่โกรธจัดเมื่อเห็นเหตุการณ์รีบเดินไปต่อว่า
     " เฮ้ยไปไกลๆตีนเลยนะ นี่เป็นงานปาร์ตี้ส่วนตัว ไป ไป๊ ! "
     " นี่มันอะไรกัน "
     " นี่คืองานแต่งงานน้องสาวข้า "
     ชายคนที่กลับเข้าไปนั่งรอเพื่อนในรถยื่นบัตรแสดงตัวเป็นตำรวจเอฟ.บี.ไอ. ซันนี่ถุยน้ำลาย,หมุนตัวเดินไปกระชากกล้องถ่ายรูปจากตำรวจคู่หูขว้างลงพื้น หวุดหวิดจะชกต่อยเจ้าหน้าที่แต่ลูกน้องห้ามไว้ทัน เขาควักแบงก์จากกระเป๋าโปรยเล่นชำระค่าเสียหาย แขกไม่ได้รับเชิญรีบเผ่นออกจากงาน
     พอลลี่เปรย " ตำรวจพวกนี้ไม่ค่อยเกรงอกเกรงใจใครเลย .. "

     โธมัส เฮเจน ,อายุ 35 ปี รูปร่างผอมสูง ไว้ผมเกรียน เป็นทนายอยู่ 3 ปี ภายหลังสอบได้เนติบัณฑิต ไม่เคยว่าความหรือใช้ตัวบทกฎหมายที่ร่ำเรียนมาเพราะมีพันธะกับธุรกิจของตระกูลคอร์เลโอเน่ เขาเป็นเพื่อนเล่นซันนี่ตอนอายุ 11 ขวบเท่ากัน แม่เฮเจนตาบอดและพ่อเป็นช่างไม้ขี้เหล้า ทั้งคู่ตายจากเฮเจนไปในเวลาไม่ห่างกันนัก เฮเจนหนีออกจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเร่ร่อนไปตามถนนหนทาง ค่ำไหนนอนนั่น ซันนี่พาเขาเข้าไปอยู่ในบ้านและบอกพ่อรับเลี้ยงไว้ ดอนจัดแพทย์ผู้เชี่ยวชาญรักษาตาอักเสบให้เฮเจน ส่งเสียให้เล่าเรียนจนจบโรงเรียนกฎหมาย ดอนวางตัวเป็นผู้ปกครองที่ดีไม่ได้แสดงความรักใคร่เหมือนลูกแต่เอาใจเฮเจนมากกว่าลูกแท้ๆ
     เฮเจนเดินลงจากห้องไปยังบริเวณสวนทักทายผู้ที่อยากพบดอนซึ่งยืนรายรอบถังเบียร์ก่อนแวะบอกภรรยา " ฉันต้องกลับไปทำงานก่อน "
     " ทอม .. "
     " พิธีสมรสของชาวซิซิลีเราจะปฏิเสธอะไรในงานมงคลนี้ไม่ได้ "

     นาโซรีเน่,เจ้าของร้านเบเกอรี่เคยเป็นเพื่อนเล่นดอนในวัยเด็กและเติบโตมาด้วยกันที่อิตาลี เขามักจะส่งขนมเค้ก พายใส่เนย และวีทเจิร์มสดๆร้อนๆจากเตาอบมายังบ้านดอนในวันสำคัญ เช่น อีสเตอร์ คริสต์มาส หรือวันเกิดของคนในครอบครัวต่อเนื่องหลายสิบปี เขาไม่เคยขอความช่วยเหลืออะไรเป็นการตอบแทนนอกจากคูปองพิเศษซื้อน้ำตาลในตลาดมืดช่วงสงครามเท่านั้น  
     คนทำขนมปังเล่าว่า แคเธอรีน,บุตรสาวรักเอนโซ,เด็กหนุ่มจากซิซิลีที่ถูกทหารอเมริกันจับเป็นเชลยศึก(ฝ่ายอักษะ เยอรมัน-อิตาลี-ญี่ปุ่น)แล้วส่งไปทำงานที่อเมริกา พอสงครามยุติเอนโซต้องถูกส่งตัวกลับอิตาลี และลูกสาวของเขาจะต้องตรอมใจตาย
     " ในที่สุดเขาก็ได้รับภาคทัณฑ์เพื่อช่วยภารกิจสงครามอเมริกา เขาได้งานทำที่ร้านผม 6 เดือนมาแล้ว "
     " นาโซรีเน่สหายรักมีอะไรให้ผมช่วยรึ " ดอนรู้ว่ามันยากเย็นแสนเข็ญปานใดในการขอร้องเพื่อนมนุษย์ด้วยกันสักครั้ง
     " ตอนนี้สงครามมันสงบแล้ว เอนโซจะต้องถูกส่งกลับไปอยู่อิตาลี ก๊อดฟาเธอร์ผมมีลูกสาวนะ เธอรักเจ้าหมอนั่น "
     " คุณอยากให้เอนโซอยู่ในประเทศนี้ และอยากให้เขาแต่งงานกับลูกสาวคุณ "
     " ท่านเข้าใจทุกสิ่งดีเยี่ยม " นาโซรีเน่บีบมือดอนแน่น
     " ไม่เป็นไร " ดอนตบบ่าเพื่อนสนิทแสดงท่าทีว่าไม่เกินความสามารถของก๊อดฟาเธอร์ผู้นี้
     " คุณเฮเจน ขอบคุณนะ .. ท่านคงเห็นเค้กแต่งงานที่ผมนำมาช่วย สูงเท่านี้เลย มีเจ้าสาวเจ้าบ่าวและเทพธิดาด้วย .. " นาโซรีเน่น้ำตาคลอเบ้าด้วยความซาบซึ้ง เขาเดินลงไปในสวนตัวเบาหวิว
     " จะมอบหมายงานนี้ให้ใครทำ " เฮเจน
     " ต้องไม่ใช่พวกเรา ส่งเรื่องไปทางสส.ยิวซึ่งอยู่เขตอื่น ผมยังต้องพบใครอีก " ดอนจ้องมองผ่านมู่ลี่หน้าต่างดูไมเคิลเต้นรำกับแฟนสาว
     " ไม่อยู่ในบัญชีรายชื่อ ลูก้า บราซี อยากเข้าพบ "
     " แล้วมันจำเป็นรึเปล่า "
     " เขาไม่คิดว่าจะได้รับเชิญมาน่ะครับ เขาจึงอยากแสดงความขอบคุณ "
     " ก็ได้ "

     ไมเคิล คอร์เลโอเน่ นั่งเคียงข้าง เคย์ อดัมส์ ,แฟนสาวชาวอเมริกันอยู่ที่โต๊ะมุมไกลสุดของสวนแยกตัวจากพ่อและครอบครัว ไมเคิลพาเคย์มางานนี้เพื่อค่อยๆซึมซาบความจริงต่างๆเกี่ยวกับพ่อเขาจะได้ไม่ตกใจเมื่อรู้เบื้องหลัง
     " ไมเคิลคะผู้ชายคนนั้นเขานั่งพูดอยู่คนเดียว ท่าทางเค้าน่ากลัวน่ะ "
     " น่ากลัวมากเหรอ "
     " เค้าเป็นใคร ชื่ออะไร? "
     " เขาชื่อ ลูก้า บราซี เขาเคยช่วยคุณพ่อผมเป็นครั้งคราว "
     " ตายล่ะ เค้ากำลังเดินมาหาเรา " เคย์เอี้ยวตัวหลบ
     ทอมเดินผ่านลูก้ามาโอบกอดไมเคิล " ไมค์ ไง แหมดูดีเชียว (ตาจ้องเครื่องแบบนายทหาร) โอ๋ ดูเท่มาก "
     " ทอม เฮเจน พี่ชายผม นี่ เคย์ อดัมส์ "
     " สวัสดีค่ะ "
     " สวัสดีครับ (กระซิบบอกไมเคิลก่อนเดินกลับเข้าบ้าน .. พ่อกำลังถามหาคุณอยู่แน่ะ) ยินดีที่รู้จัก "
     " เช่นกันค่ะ "

     " เค้าเป็นพี่ชายคุณทำไมคนละนามสกุล "
     " อ๋อ  ตอนซันนี่,พี่ชายผมยังเล็กบังเอิญเจอทอมที่ข้างถนน เขาไม่มีบ้านอยู่พ่อก็เลยรับเค้าเอาไว้  และเขาก็อยู่กับเรามาตั้งแต่นั้น เป็น ทนาย ที่เก่ง ไม่ใช่ซิซิเลี่ยน อีกหน่อยเขาคงได้เป็น คอนซีลโยรี "
     " อะไรเหรอ "
     " เหมือนที่ปรึกษาทั่วไป ตำแหน่งนี้สำคัญต่องานตระกูลเรามาก คุณชอบซอบลาญ่าหรือเปล่า "

     ลูก้า บราซี ,ชายร่างยักษ์ หัวกะโหลกใหญ่โตเบ้อเร่อบ้าร่า ใบหน้ามีแต่ความโกรธเกรี้ยว เม้มริมฝีปากขบกรามแน่น ดวงตาสีน้ำตาลไร้แววแห่งความเมตตาปรานี กระทั่งพวกปีศาจในนรกยังหวาดผวา เขาคือเสาหลักค้ำจุนโครงสร้างทางอำนาจของดอน เขาเทิดทูนดอนดุจเจ้าชีวิต(พระราชา) ดังนั้นเงิน อภินันทนาการ จากเขาจึงมากกว่าแขกทุกคน เขาต้องมอบซองของขวัญนี้กับมือดอนด้วยตัวเอง
     " ดอน คอร์เลโอเน่ ผมรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รับเชิญมาในงานสมรสของลูกสาวท่าน ผมหวังว่าลูกคนแรกของทั้งคู่จะเป็นผู้ชาย ผมขอรับรองว่าจะจงรักภักดีต่อท่านตลอดไป นี่คือของขวัญเล็กๆน้อยๆของผม " ลูก้า บราซี พูดตะกุกตะกัก(อุตส่าห์ซ้อมพูดหลายรอบ)
     " ขอบใจนะเพื่อนที่ดีของฉัน "
     " ดอน คอร์เลโอเน่ ผมขอลาล่ะเพราะผมคิดว่าท่านคงมีธุระอีกมาก "
     " ขอบใจ "

เว็บเพจนี้ .. ยังมีต่อโปรดติดตาม

สหรัฐเตือนพลเมืองอเมริกันงดเที่ยวสามจังหวัดใต้
ทองคำพุ่งกระฉูดทำนิวไฮ!

ผู้ว่าฯปัตตานีตั้งคณะทำงานประเมินความเสียหายโรงแรมซี.เอส.และบ้านเรือนที่ถูกระเบิด

 

edit @ 3 May 2008 21:35:33 by pinocchio

edit @ 7 May 2008 10:39:01 by pinocchio

Evil Has Reigned For 100 Years .. the chronicles of narnia the lion the witch and the wardrobe
4.

เอ๊ดมันด์เดินออกนอกบ้านบีเว่อร์ไปแล้วจึงนึกขึ้นได้ว่าลืมใส่เสื้อขนสัตว์ หิมะกำลังตกหนักแลไปข้างหน้าได้ไม่กี่ก้าว แสงสว่างยามกลางวันจะสิ้นลง ความมืดคืบคลานเข้ามาอย่างรวดเร็วทำให้เอ๊ดมันด์หนาวสะท้าน เขาเดินจมหล่มหิมะและลื่นไถลบ่อยๆ ตอนตาบีเว่อร์เล่าคำพยากรณ์ถึง'เลือดเนื้อเชื้อไขของอาดัม นางแม่มดไม่ใช่มนุษย์แต่เป็นครึ่งคนครึ่งยักษ์' เอ๊ดมันด์กำลังบิดลูกบิดเปิดประตูแล้วค่อยๆปิดอย่างเงียบเชียบ เขาโหยหิวขนมหวาน เตอร์กิช ดีไล้ท์ ใจจะขาดอยู่รอมร่อ นึกขำๆถ้าเขาเป็นพระราชาอันดับแรกจะสร้างถนนในนาร์เนียให้ดีที่สุด(ไม่มีหลุมบ่ออย่างนี้) มีรถยนต์ส่วนตัว เผลอๆอาจวางเส้นทางรถไฟด่วน น่าจะออกกฎหมายห้ามบีเว่อร์สร้างเขื่อนแบบโบราณด้วย

ดวงจันทร์ส่องแสงนำทางมาถึงแม่น้ำสายเล็กซึ่งไหลผ่านหุบเขา มีพื้นที่ราบเรียบอยู่อีกฝั่งหนึ่งอันเป็นที่ตั้งของปราสาท,เต็มไปด้วยหอคอยยอดแหลมเหมือนโบสถ์ เงาที่ทอดยาวลงมาบนพื้นหิมะดูน่าสะพรึงกลัวราวกับเป็นที่สิงสถิตย์ของภูตผีปีศาจ

เอ๊ดมันด์เดินเข้าซุ้มประตูโค้ง บานประตูเหล็กเปิดอ้าอยู่แล้ว พอกวาดตามองลานปราสาทก็เกือบทำให้หัวใจเขาหยุดเต้น มีสิงสาราสัตว์ยืนนิ่งในท่วงท่าต่างๆกัน สิงโตอยู่ในท่าจู่โจม พอเอาดินสอดำขีดข่วนจึงรู้ว่ามันแข็งทื่อกลายเป็นหิน เอ๊ดมันด์นึกถึงเรื่องเล่านางแม่มดขาว สาป ใครต่อใครเป็นหิน บางทีสิงโตตัวนี้คือ อัสลาน เฒ่า ถูกนางลงทัณฑ์ เจ้าป่าผู้โง่เง่ายังคงน่าเกรงขามแต่เศร้าสลดยามแสงจันทร์จับต้องใบหน้าแหงนเงย (ภาพยนตร์ - เพื่อป้องกันความสับสนของผู้ชมจึงเปลี่ยนจาก สิงโต เป็น เสือภูเขา )รูปหินเป็นสิบๆกระจายเต็มลานเหมือนกระดานหมากรุก ทั้ง เซเทอร์ หมาป่า-สุนัขจิ้งจอก หมีม้ามีปีก มังกร พรายน้ำและ เสือดาว ส่วนเจ้ายักษ์ยืนถือกระบองซึมกระทือ ดูน่าพิศวงคล้ายมีชีวิต พอเอ๊ดมันด์จะก้าวข้ามหมาป่าตัวเบ้อเริ่มที่นอนขวางทางเดินขึ้นบันได เขาก็ชะงักเท้าตกใจสุดขีด(มันไม่ใช่หินนี่หว่า)

เอ๊ดมันด์ กับ จาดิส,ราชินีนาร์เนีย" อยู่นิ่งๆคนแปลกหน้า ไม่งั้นเจ้าจะไม่ได้เคลื่อนไหวอีก เจ้าเป็นใคร? " มอกริม,หมาป่าสีเทา ผบ.ตำรวจลับของนางแม่มด
" ผมชื่อ เอ๊ดมันด์ เคยพบพระราชินีในป่า พระนางบอกให้ผมกลับมาที่นี่ ผมคือบุตรแห่งอาดัม " เอ๊ดมันด์เสียงสั่น
" งั้นก็ขอโทษที(ยกเท้าออกจากอก) โชคดีที่เจ้าเป็นที่โปรดปรานของราชินี ไม่งั้นก็คงไม่โชคดีเท่าไหร่.. มาทางนี้เลย รออยู่ตรงนี้ "
เอ๊ดมันด์เดินตาม มอ-กริม ขึ้นบันไดไปถึงบัลลังก์ มองลงมาลานปราสาทดุจท้องพระโรง มีเสาหินขนาดใหญ่หลายต้นสูงค้ำเพดานทึบทึม เด็กชายหย่อนก้นประทับนั่งวางมาดจอมราชันย์
" ชอบมั้ย "นางแม่มดโผล่พรวดมาด้านหลังทำเอาเอ๊ดมันด์สะดุ้งเฮือก
" พะย่ะค่ะฝ่าบาท " เอ๊ดมันด์รีบลุกขึ้นยืนให้พระราชินีประทับนั่ง
" ข้าก็ว่างั้น บอกข้าซิ เอ๊ดมันด์ น้องสาวของเจ้าหูหนวกรึ "
" มิได้ "
" แล้วพี่ชายเจ้าเขาเป็นผู้โง่เขลาเบาปัญญารึ "
" กระหม่อมว่าใช่แต่แม่บอกว่า .. "
" งั้นทำไมเจ้าถึงบังอาจกลับมาคนเดียว..! " นางแม่มดพูดด้วยเสียงน่ากลัว
" กระหม่อมพยายามแล้ว " เอ๊ดมันด์พูดตะกุกตะกักพลางถอยลงบันได
" ข้าไหว้วานเจ้าเพียงเล็กน้อย "
" พวกเขาไม่ฟังกระหม่อม "
" เจ้าก็ยังทำไม่ได้ "
" กระหม่อมพามาได้ครึ่งทาง พวกเขาอยู่ในบ้านเล็กที่เขื่อนกับพวกบีเว่อร์ "
" งั้นเจ้าก็ไม่ถึงกับไร้ประโยชน์ทีเดียวจริงมั้ย "
" กระหม่อมอยากถามว่า พระองค์จะให้กระหม่อมกินขนม เตอร์กิช ดีไล้ท์ ได้รึยัง "
" แขกของเราหิวซะแล้วสิ "
คนแคระชักกริชจี้หลังเอ๊ดมันด์เดินไปเข้าคุก " ตามมาทางนี้จะได้กินให้หนำใจ "
" มอกริมรู้นะว่าทำยังไง "นางแม่มด
เจ้าหมาป่าเห่าหอนเรียกลูกสมุนออกไล่ล่าเหยื่อ

" เร็วเถอะยาย มันมากันแล้ว " ตาบีเว่อร์
" อุ๊ย ! จ้ะตา " ยายบีเว่อร์มัวแต่หยิบขาหมูแฮม ใบชา น้ำตาลทราย ไม้ขีดไฟ ข้าวของสัพเพเหระลงกระสอบ
" คุณทำอะไรน่ะ " ลูซี่
" แล้วเจ้าจะขอบใจข้าทีหลัง เดินทางไกลๆเวลาท้องหิวบีเว่อร์จะพาลเอะอะพาโลเป็นที่สุด " ยายบีเว่อร์
" ตอนนี้ข้าชักจะลมขึ้นแล้ว " ตาบีเว่อร์
มอกริมนำสุนัขป่ากระจายกำลังบนสันเขื่อนล้อมรอบกระท่อมบีเว่อร์ " ไปจับมัน "
" เอาแยมไปด้วยมั้ย " ซูซาน
" เผื่อนางแม่มดอยากเลี้ยงขนมปังน่ะ " ปีเต้อร์
สุนัขป่ากระโจนขยุ้มหลังคา พังประตู-หน้าต่างเข้าไปในบ้านบีเว่อร์ พอเห็นไม่มีใครอยู่จึงแทะโพรงเห็นทางเข้าอุโมงค์ลับ
" ฉันกับแบ็ดเจอร์ขุดอุโมงค์ไว้ มันจะไปออกไกล้ๆบ้านเขา " นายบีเว่อร์
" ไหนบอกฉันว่าไปออกบ้านแม่ไง " นางบีเว่อร์
" พวกนั้นเข้ามาใกล้แล้ว " ลูซี่หกล้ม
" เร็วทางนี้ " ตาบีเว่อร์
" รีบด่วน " ยายบีเว่อร์
ซูซานถือตะเกียงวิ่งนำหน้าส่วนปีเต้อร์ถือคบไฟระวังหลัง " วิ่ง..! "
" ตาน่าจะเอาแผนที่มาด้วย " ยายบีเว่อร์บ่น
" ก็มันไม่มีที่ใส่แล้ว " ยายบีเว่อร์
" มาเร็วลูซี่ " ยายบีเว่อร์

พอทุกคนออกมาครบจึงช่วยกันกลิ้งถังเบียร์ปิดปากอุโมงค์ สายตาปะทะรูปปั้นที่ถูกนางแม่มดสาปแช่แข็งกลางหิมะ ไม่ว่าสัตว์เล็กสัตว์ใหญ่จำนวนหนึ่ง
" เสียใจด้วยนะตา "
" เขาเป็นเพื่อนสนิทฉัน "
" มันเกิดอะไรขึ้นฮะ " ปีเต้อร์
" นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนที่หาญกล้าสู้แม่มด " ยายบีเว่อร์
ตาบีเว่อร์หันมาเจอสุนัขจิ้งจอกน้อยหลงฝูง " เข้ามาอีกก้าวข้าจะกัดให้ลึกถึงเส้นเอ็นเลย เจ้าคนทรยศ "
" ใจเย็นๆข้าเป็นฝ่ายดีนะ " จิ้งจอกน้อย
" ดีเหรอแต่หน้าตาเจ้าดูยังไงก็เหมือนสุนัขเลวๆตัวหนึ่ง " ตาบีเว่อร์
" หมาก็หน้าตาคล้ายกันแหละ เรื่องเชื้อสายเอาไว้ถกกันทีหลัง ตอนนี้เราต้องรีบเผ่น " จิ้งจอกน้อยแนะ
" แล้วจะไปทางไหนล่ะ? " ปีเต้อร์

มอกริมและสมุนวิ่งไล่ตามเด็กๆลงอุโมงค์มาสุดทางแล้วดันถังเบียร์ออก ตีวงล้อมจิ้งจอกน้อย
" สวัสดีเพื่อน เจ้าทำอะไรหายเหรอ " จิ้งจอกน้อย
" ไม่ต้องมาเสนอหน้า ข้ารู้ว่าเจ้าสวามิภักดิ์ฝ่ายไหน เรากำลังตามหามนุษย์ " มอกริม
" มนุษย์ในนาร์เนียเหรอ ข่าวนี้คงมีค่าน่าดูเลยนะพรรคพวก " จิ้งจอกน้อย
" รางวัลคือชีวิตของเจ้าไง ถึงจะไม่มีค่าเท่าไหร่แต่ก็ยังดี มันหนีไปทางไหน " มอกริมซักขณะลูกสมุนอีกตัวตรงเข้างับคอจิ้งจอกน้อย
" ทางเหนือ มันไปทางเหนือ " จิ้งจอกน้อย
" ตามกลิ่นไป " มอกริมเห่าหอนส่งสัญญาณเสียงเป็นทอดๆ(หวังว่านางแม่มดคงได้ยิน) สมุนหมาป่าสะบัดร่างจิ้งจอกน้อยทิ้งก่อนยกโขยงไปทางอื่น

จิ้งจอกน้อย พวกเด็กๆและบีเว่อร์ลงมาจากซ่อนตัวบนต้นไม้ ก่อกองไฟ
" บอกพวกเขาแยกไปช่วยทัมนุส หากแม่มดมาถึงข้าก่อน " จิ้งจอกน้อยครวญ
" เจ็บมากเหรอคะ " ลูซี่
" ข้าก็อยากจะบอกว่ามันกัดไม่เจ็บ เอ๋งๆ " จิ้งจอกน้อย
" เลิกโอดดอยเหอะน่า งอแงกว่าจับบีเว่อร์อาบน้ำวะอีก " ยายบีเว่อร์กระเซ้า
" อาบน้ำทีก็บ้านแตก " นายบีเว่อร์แหย่
" ขอบคุณที่ช่วยทำแผลให้(ลุกขึ้น)แต่เกรงว่าข้าจะอยู่ได้แค่นี้ " จิ้งจอกน้อย
" จะไปไหนเหรอคะ " ลูซี่
" ข้ายินดีและเป็นเกียรติ องค์ราชินี เวลามีน้อย อัสลาน สั่งให้ข้าไปรวบรวมไพร่พล " จิ้งจอกน้อยเผย
" เจ้าเจอ อัสลาน รึ เขาเป็นไงบ้าง " ตา/ยายบีเว่อร์
" ก็สมดังคำเล่าลือ ท่านจะดีใจที่มีเขาอยู่เคีงข้างเมื่อทำศึกกับแม่มด " จิ้งจอกน้อย
" เราไม่ได้ตั้งใจจะไปรบทัพจับศึกกับแม่มดที่ไหน " ซูซาน
" ท่านรบแน่ ราชาปีเต้อร์ ดั่งคำทำนาย " จิ้งจอกน้อย
" เรารอไม่ได้หากไม่มีเจ้า " ตาบีเว่อร์
" เราแค่มาตามหาน้องชาย " ปีเต้อร์

เอ๊ดมันด์ถูกคนแคระจับล่ามโซ่ขา เขาฝืนกินขนมปังเน่าแล้วคายทิ้ง
" ถ้าเจ้าจะไม่กินของนั่น ข้าก็อยากจะลุกนะแต่ขาข้า .. " ฟอนก้มหน้าละห้อยมองขาถูกตีตรวนขยับเขยื้อนแทบไม่ได้ เอ๊ดมันด์ยื่นขนมปังลอดลูกกรงให้เขา
" คุณคือ ทัมนุส? "
" เศษซากที่เหลืออยู่ เจ้าคือพี่ชายของ ลูซี่ เพเวนซี่? "
" ผมชื่อ เอ๊ดมันด์ "
" ใช่ เธอสองคนจมูกเหมือนกัน น้องสาวเจ้าเป็นอะไรมั้ย เธอปลอดภัยรึเปล่า "
" ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน "
ราชินีเปิดกรงเหล็กเข้ามา " คนของข้ารื้อเขื่อนจนสิ้นซาก ครอบครัวเล็กๆของเจ้าไม่ได้อยู่ที่นั่นเลย พวกเขาไปไหน " กระชากคอเอ๊ดมันด์ตัวลอยห่วงโซ่คล้องขาห้อยต่องแต่ง
" กระหม่อมไม่รู้ "
" งั้นเจ้าก็ไม่มีประโยชน์กับข้าอีกต่อไป " นางแม่มดเงื้อคฑาเตรียมสาปส่ง
" เดี๋ยว ! พวกบีเว่อร์พูดถึงอัสลาน "
" อัสลาน? อยู่ที่ไหน? "
" เขาเป็นเพียงคนแปลกหน้า อย่าหมายว่าเขาจะรู้อะไรเกี่ยวกับที่นี่ " ทัมนุสพยายามกลบเกลื่อน
" อย่าเสือก ! (นางกระแทกคฑาใส่หัวทัมนุส) ข้าถามว่า อัสลานอยู่ที่ไหน? "
" ไม่รู้สิ กระหม่อมออกมาก่อนพวกเขาจะพูดจบ กระหม่อมอยากมาเข้าเฝ้าพระองค์ "
" ทหาร..!"
" พะย่ะค่ะ "
"ปลดตรวนเจ้าฟอน (ทหารผีดิบเคาะสลักออกจากกีบ ลากฟอนไปซบแทบเท้านางแม่มด) รู้มั้ยทำไมเจ้าถูกจับมาที่นี่ ฟอน "
" เพราะข้าเชื่อว่านาร์เนียจะมีอิสรภาพ " ทัมนุส
" เจ้าถูกจับก็เพราะ เด็ก นั่นแฉความผิดของเจ้า (ชี้คฑาไปทางเอ๊ดมันด์) แลกกับขนมหวาน เอามันไปข้างล่าง เตรียมเลื่อนให้ข้าซิ เอ๊ดมันด์เขาคิดถึงพี่น้อง " นางแม่มดบัญชา

เอ๊ดมันด์ถูกนำตัวเดินผ่านลานปราสาทพร้อมนางแม่มดและคนแคระ เขาตะลึงงันเมื่อเห็นร่างทัมนัสโดนสาปเป็นหิน นางแม่มดสั่งมอกริมจัดสุนัขฝีเม้าเร็วตรงรี่ไปกระท่อมบีเว่อร์จัดการสังหารทุกคนที่ขวางหน้า จากนั้นไปซ่อนตัวคอยอยู่ที่ แท่นศิลา เพราะนางต้องขับเลื่อนอ้อมหาเส้นทางข้ามแม่น้ำ ระหว่างนั้นหากพวกมนุษย์หลบหนีมาเจอก็ฆ่าได้ทันที
" ทุกเมื่อที่เจ้าพร้อม บุตรแห่งอาดัม "

ซานตา คล้อส บีเว่อร์นำทางเด็กๆข้ามสันเขื่อนไปยังฝั่งขวาของแม่น้ำ เดินเลียบทางขรุขระก้นหุบเขา คิดว่านางแม่มดคงขับเลื่อนอยู่ข้างบนแทนที่จะลุยทางวิบาก(ในที่สุดทั้ง 2 ฝ่ายก็มาบรรจบกันตรงทางราบจนได้)
" กองทัพอัสลานตั้งอยู่ใกล้แท่นศิลา ข้ามธารน้ำแข็งก็ถึงแล้ว " ตาบีเว่อร์
" แม่น้ำ? " ปีเต้อร์
" แม่น้ำจับตัวเป็นน้ำแข็งมาเป็นร้อยปี " ยายบีเว่อร์อธิบาย
" มันกว้างใหญ่เหลือเกิน " ปีเต้อร์
" มันคือ โลก นะเจ้าหนู เจ้าจะหวังให้มันเล็กได้รึ " ยายบีเว่อร์ย้ำ
" ก็น่าจะเล็กกว่านี้ " ซูซานเปรย
" เร็วเข้า มนุษย์ ยังเด็กยังเล็กแท้ๆ " ตาบีเว่อร์เร่งเร้า
" ถ้าเขาเร่งอีกล่ะก็ฉันจะเอาเขาไปทำหมวกขนบีเว่อร์เลย " ปีเต้อร์นั่งลงให้ลูซี่ขึ้นขี่หลัง
" เร็วเข้า เร็ว ๆๆ " บีเว่อร์สองตายายเดินนำหน้าทิ้งห่าง
" เขาเริ่มเป็นจอมบงการแล้วสิ " ลูซี่
" นางมาแล้ว " ยายบีเว่อร์
ปีเต้อร์เหลียวหลังไปมอง " วิ่ง วิ่ง "

บีเว่อร์วิ่งลดเลี้ยวออกนอกเส้นทาง กระโดดลงจากเนินลาดชัน ที่มีพุ่มไม้หนา หลุบหางเข้าไปในโพรงเล็กๆ(ตรงนี้เป็นที่ซ่อนบีเว่อร์ยามยาก-เซฟเฮ้าส์) " เร็วเข้า เข้าไป เข้าไปๆ "
" นางผ่านไปแล้วมั้ง " ลูซี่เห็นเงาร่างนางแม่มดที่ทาบทับพื้นหิมะยืนเหลี่ยวหน้าแลหลังค่อยขยับห่างไป
" ฉันจะออกไปดูนะ " ปีเต้อร์
" อย่า ถ้าเจ้าตายจะไม่มีใครช่วยนาร์เนียได้ " ตาบีเว่อร์
" ยายก็เหมือนกัน "นางบีเว่อร์โบกมือปฏิเสธ
" ขอบใจจ้ะยอดยาหยี " ตาบีเว่อร์มุดออกจากโพรงรวดเร็วปานสายฟ้า อาศัยพุ่มไม้กำบังไม่ให้ใครเห็น พวกที่เหลือต่างนั่งรอ นอนรอ เงี่ยหูแนบพื้นฟังอยู่ในโพรง รอนานจน ลูซี่ นึกว่านางแม่มดจับตัวตาบีเว่อร์ไปแล้ว แต่ .. " จ๊ะเอ๋ (ตาบีเว่อร์ห้อยหัวเหมือนไอ้แมงมุม) ออกมา ๆ หวังว่าทุกคนคงเป็นเด็กดี "
" ซานตา คล้อส สุขสันต์วันคริสต์มาส "ลูซี่
" แน่นอน ลูซี่ เธอมาถึงพร้อมความสุขสันต์ " ลุงซานต้าว่า

ซานตา คล้อส,บิดาแห่งคริสต์มาสในโลกของเราเป็นภาพคนอ้วนตลกใจดี สวมชุดสีแดงขลิบขาวพ้อมกวางเรนเดียร์(สีน้ำตาลตัวใหญ่กว่าของนางแม่มด) ลากเลื่อนผูกกระดึงดังกรุ๊งกริ๊ง ในนาร์เนียเป็นชายรูปร่างสูงใหญ่ เคราสีขาวห้อยย้อยลงถึงอก ใบหน้ายิ้มแย้ม ดูเหมือนคนธรรมดาที่ขึงขัง มีพิธีรีตรอง
" ฟังนะตั้งแต่มาถึงนี่ฉันทนอะไรมามาก " ซูซาน
" เรานึกว่าคุณเป็นแม่มด " ปีเต้อร์
" ขอโทษที่ทำให้เข้าใจผิด แต่จะโทษข้าได้ไง ข้าขับเลื่อนมาก่อนนางแม่มดนานพอควรนะ " ลุงซานต้า
" ไหนว่าไม่มีคริสต์มาสในนาร์เนียไงคะ " ซูซาน
" ใช่ ไม่มีมานานแล้ว แต่พวกเจ้าได้นำความหวังมา ท้ายที่สุดแล้วพวกเจ้าจะสลายอำนาจนางแม่มดได้ ยังไงข้าว่าพวกเจ้าคงชอบของพวกนี้ " ซานตา คล้อส แบกถุงใบใหญ่ลงมาจากรถเลื่อน
" ของขวัญ " ลูซี่ปรี่ไปรับคนแรก
" น้ำหวานจากดอกต้นไม้ไฟ เพียงหยดเดียวรักษาบาดแผลได้ทุกชนิด .. เพียงหวังว่าเจ้าจะไม่ต้องใช้มัน " ชายชรายื่นกริชสั้นไว้ให้ลูซี่ป้องกันตัวด้วย
" ขอบคุณค่ะ หนูคงจะกล้าหาญพอ " ลูซี่
" ข้าแน่ใจข้อนั้น ถึงอย่างไรก็ตามสงครามเป็นเรื่องน่าชิงชัง "

ลุงซานต้ายื่นคันธนูกับแล่งใส่ลูกธนูเต็มพิกัด และเขาเป่าอันเล็กๆ " ซูซาน เชื่อมั่นในคันธนูนี้แล้วมันจะไม่พลาดเป้า "
" สงครามจะไม่กลายเป็นสิ่งน่าชังเหรอคะ " ซูซานสงสัย
" เจ้าไม่ใช่คนที่รีรอในการแสดงความคิดเห็นเลยนะ เป่าเขางาช้างไม่ว่าเจ้าจะอยู่ที่แห่งไหน ความช่วยเหลือจะมาในทันใด "
" ขอบคุณค่ะ " ซูซาน
" ปีเต้อร์ เวลาแห่งการใช้อาวุธนี้ใกล้มาถึงแล้ว " ลุงซานต้าส่งดาบและโล่,มีโลโก้รูปสิงโตผงาดสีแดง
" ขอบคุณครับ " ปีเต้อร์ชักดาบออกจากฝัก ขนาดและน้ำหนักกำลังเหมาะมือ เขารับมาถือไว้อย่างสำรวมราวสิ่งศักดิ์สิทธิ์
" มันคือ อาวุธ ไม่ใช่ ของเล่น จงใช้อย่างชาญฉลาด เอาล่ะข้าต้องไปเสียที ฤดูหนาวใกล้สิ้นสุด งานพอกเป็นหางหมูก็ไม่ได้ทำซะตั้งร้อยปี อัสลานจงเจริญ สุขสันต์วันคริสต์มาส "
" สุขสันต์วันคริสต์มาส " ซูซาน/ลูซี่
" ขอบคุณอีกครั้งครับ " ปีเต้อร์
" เจอกันปีหน้านะ .. ลาก่อน " ซานตา คล้อส สบัดแส้ดังขวับ กวางเรนเดียร์พาตัวเขากับเลื่อนหายวับไปในพริบตา









ยังมีต่อโปรดติดตาม ..

อ่านย้อนหลังบทที่ [ 1 ] [ 2 ] และ [ 3 ]

The Da vinci Code,Dan Brown,Tom Hanks,Audrey Tautou
4.
โซฟี เนอเวอ ศจ.โรเบิร์ต แลงดอน บนเครื่องบินส่วนตัวของ เซอร์ลีห์ ทีบบิง

เสียงปืนดังลั่นมาจากภายในคฤหาสน์ปลุกประสาทให้ กอลเย่ต์ ตัดสินใจสั่งนักสืบของเขาพังประตูเหล็ก ขืนมัวรอ ฟาช เขาคงหมดโอกาสสร้างชื่อ และผลงาน รถฉลามบกเปิดไฟกระพริบสีฟ้าและเสียงไซเรนขับนำขบวนเข้าไปตามถนนยาวเกือบหนึ่งกิโลเมตร ตำรวจกระจายกำลังตรวจค้นห้องหับชั้นล่าง พวกเขาพบรูกระสุนปืน มีร่องรอยต่อสู้ และหยดเลือดในห้องรับแขก กอลเย่ต์ได้ยินเสียงพูดสะท้อนจากชั้นบน
"โรเบิร์ต เราจะไปไหนกัน " โซฟี
" ตามมาทางนี้ " แลงดอน
" ตำรวจ ในนี้ เข้ามา มาทางนี้ (เปิดประตูเร็วเข้า มาทางนี้ โซฟี < - - แลงดอน) " กอลเย่ต์เห็นประตูห้องนอนเปิดอ้ากว้าง เสียงพูดที่ได้ยินกลบแทนด้วยเสียงสตาร์ทเครื่องยนต์ ครั้นเจออินเตอร์คอมข้างผนังก็รู้ว่า " เสียงจริงๆมาจากโรงรถ บ้าชะมัดเลย "
สนามหลังบ้านเป็นโรงนา นอกจากใช้เก็บเครื่องตัดหญ้า ,อุปกรณ์ทำสวน และเครื่องมือซ่อมรถ พื้นที่ส่วนหนึ่งของคอกม้าดัดแปลงเป็นโรงจอดรถซูเปอร์คาร์ เจ้าของบ้านไม่ปลื้มแรงม้าธรรมชาติ รถที่สะสมอย่าง เฟอร์รารี่ โรลสรอยซ์ แอสตันมาร์ติน และ ปอร์เช่ ที่ว่างเปล่าเคยจอด เรนจ์โรเวอร์ บัดนี้เพิ่งตะลุยฝ่าป่าทึบออกไป ทิ้งคราบน้ำมันบนพื้น,ข้างเสาปูนติดอินเตอร์คอมอีกอันให้กอลเย่ต์ดูเป็นขวัญตา

เรมี่บังคับรถขับเคลื่อน 4 ล้อข้ามทุ่งด้านหลังชาโตวีแยตต์โดยไม่เปิดไฟหน้า คลำทางตามแสงจันทร์ข้ามเนินโล่ง-ไต่ลงทางลาด ระยะทางยาวไกลห่างจากคฤหาสน์ออกไปทุกที เห็นแนวป่าข้างหน้าเป็นเงาดำๆหยักๆ
" ช้าๆหน่อย พระเจ้า " แลงดอนกระดอนตัวลอยเหนือเบาะข้างคนขับ มือประคองหลักศิลาอยู่
" สบถได้เหมาะ (ไซลาสดิ้นรนจากการถูกปิดปากมัดแขน เขาถีบเท้าอย่างบ้าคลั่ง) ฉันไม่รู้ว่าแกจะบ่นหาอะไร ฉันมีสิทธิ์จะยิงแกแล้วทิ้งแกให้เน่าอยู่ในป่านี้ " ทีบบิงเอี้ยวหัวไปมองนักบวชที่ถูกมัดและปิดปากนอนอยู่พื้นที่เก็บของหลังรถ
" ลีห์ เก็บปืนก่อน เราอาจต้องพึ่งเขา "
" ศีรษะคุณเป็นไงบ้างคะ โรเบิร์ต " โซฟี
" ดีขึ้นหน่อย " แลงดอน
" โอปุสเดอี คืออะไร? " โซฟี
" นิกายคาทอลิกหัวโบราณ เป็นคณะชั้นสูงของวาติกัน " แลงดอน
" คุณจะบอกว่าสำนักวาติกันฆ่าคนเพื่อกล่องใบนี้ " โซฟี
" ไม่ๆ ไม่ใช่วาติกัน หรือ โอปุสเดอี นี่เราอยู่ท่ามกลางสงคราม สงครามที่จะคงอยู่ไปตลอดกาลนาน ฝ่ายหนึ่งอยู่ข้างไพรเออรี่ อีกฝ่ายอยู่ข้างกลุ่มผู้มีอำนาจมาแต่โบราณ โดยมีสมาชิกซ่อนเร้นในตำแหน่งสูงทั่วศาสนจักร และสภาเงาแห่งนี้แหละที่พยายามทำลายหลักฐานของสายเลือด ตลอดประวัติศาสตร์พวกเขาตามฆ่าทายาทที่มีชีวิตของพระเยซูคริสต์ "
" มันเป็นเรื่องเหลวไหล " โซฟี
" งั้นเหรอ .. หากพวกชาวโลกรู้ว่าศาสนาอันยิ่งใหญ่แท้จริงแล้วเป็นเพียงคำลวงล่ะ " ลีห์
" สำนักวาติกันจะต้องเผชิญกับวิกฤตศรัทธาครั้งสำคัญ " แลงดอน
เรมี่แทรก " ผมเพิ่งได้รับข่าวมาครับ ฝนกำลังจะตก "
" ลีห์โทรมือถือ " โรเจอร์ ขอโทษนะ ผมเบื่ออากาศที่ฝรั่งเศสแล้ว คุณช่วยเตรียมเครื่องบินให้พร้อมผมจะไป .. ซูริก ใช่ผมรักซูริก "
รถขับพ้นทางออฟโรดทะลุอุโมงค์จึงเปิดไฟหน้า

" หมายความว่าไงหนีไปได้ " ฟาชดุลูกน้อง
" เพราะผู้กองนั่นแหละ คุณคุมทุกฝีเก้าไม่ปล่อยให้คนอื่นหายใจ คุณทำเหมือนคุณเสียสติ 2 ผู้ต้องหานี่มีอะไรพิเศษเหรอบอกหน่อย .. " กอลเย่ต์
" ตำรวจสากลพบเครื่องบินกำลังที่จะออกจากเลอบูร์เกต์ครับ " นักสืบรายงาน
" อย่ามาแทรกแซงคดีนี้ กอลเย่ต์ " ฟาช

เรนจ์โรเวอร์วิ่งห้อตะบึงมาถึงเลอบูร์เกต์,สนามบินสำหรับผู้บริหาร เรมี่ขับรถไปที่โรงเก็บเครื่องบินเล็ก นักบินผมเผ้ายุ่งเหยิงสวมชุดกากียับๆออกมาโบกมือให้ จากนั้นเครื่องบินฮอว์เคอร์ก็ทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้า
โซฟีดึงเทปปิดปากไซลาสออก ตะคอกถาม " แกฆ่า ฌาคส์ โซนิแยร์ ใช่มั้ยๆ "
" ข้าคือผู้นำสาส์นของพระเจ้า "
" แกฆ่าคุณตาของฉันใช่มั้ย " โซฟีตบหน้าเจ้ายักษ์เผือก น้ำเสียงเกรี้ยวกราด
" ข้าคือผู้นำสาส์น(โดนตบอีกฉาด) รู้ไว้ทุกลมหายใจของเจ้าคือบาป ไม่มีที่ใดให้เจ้าได้หลบภัย เจ้าจะถูกเหล่าเทพยดาตามสังหาร "
" แกเชื่อในพระเจ้าเหรอ พระเจ้าของแกไม่อภัยให้ฆาตกรแน่ พระองค์จะส่งแกลงนรก "
" โซฟี พอเถอะ " แลงดอนเตือน

" ท่านอาจารย์จะต้องพอใจ " บิช็อปมานูเอล อริงกาโรซา เปิดกระเป๋าเจมส์บอนด์นับพันธบัตร
" เมื่อได้เกรลมาแล้วท่านจะทำยังไงครับ " พระคาดินัล
" ทำลายมันทั้งเอกสารและโลงหินของเธอ "
" แล้วตัวพระทายาท ท่านจะสังหารทายาทพระองค์ดังประกาศิตมั้ย "
" ไม่จำเป็น เมื่อโลงหินถูกทำลายการพิสูจน์ดีเอ็นเอย่อมทำไม่ได้ ไม่มีทางพิสูจน์ว่าเป็นสายเลือดของพระองค์ " ปิดกระเป๋าถือไปวางอีกมุมหนึ่ง
" แต่ถ้าท่านจำเป็นท่านจะทำอย่างที่สภาเคยทำมาก่อนมั้ย "
บิช็อปเดินมาชิดใกล้พระคาร์ดินัลกระซิบบอก " พระเยซูเสียสละพระชนม์ชีพเพื่อมวลมนุษย์ชะตากรรมของทายาทจักเป็นเช่นเดียวกัน (มือวาดเครื่องหมายกางเขนกลางหน้าอก) "

ฟาชเพิ่งรู้ว่าทีบบิงมีเครื่องบินไอพ่นส่วนตัวจอดอยู่ที่สนามบินเลอบูร์เกต์ซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก แต่เครื่องบินเพิ่งเทคออฟเมื่อครึ่งชั่วโมงนี่เอง เจ้าหน้าที่ประจำสนามบินอ้างไม่รู้ว่าใครอยู่บนเครื่องหรือไฟลท์นั้นกำลังมุ่งหน้าไปไหน เพราะไม่ปรากฏในตารางการบิน-เป็นเรื่องผิดกฎหมายร้ายแรง
" ผมต้องการแผนการบิน " ฟาช
" ขอ 10 นาที " จนท.ตอบห้วนๆ
" ผมบอกให้คุณส่งมา " ฟาชเดือด
" นี่เวลาพักของผม (หยิบแฮมเบอร์เกอร์ยัดเข้าปากไม่แยแส) อีก 10 นาทีคุณค่อยมาใหม่ (โดนฟาชสวนหมัดเข้าใบหน้าอย่างจัง) โอ๊ย จมูกฉันหัก "
" เอาแผนการบินมา "
" นี่แกบ้าหรือเปล่า "
ฟาชเตะลำตัวจนท.เคราะห์ร้ายกลิ้งหลุนๆ " ไอ้เวร เลี้ยงไม่เชื่อง สัตว์..! "

ลีห์พยายามเปิดรหัสลิขิต เขาหมุนตัวอักษรห้าแถว " ไม่ใช่ ครอส สเฟียร์ (ขีดฆ่าคำที่หมุนแล้ว) "
" เกิดอะไรขึ้นกับเธอ " โซฟี
" ไม่มีใครรู้ แมรี่ แม็กดาลีน ต้องอยู่อย่างหลบซ่อนตลอดชีวิต กลุ่มผู้คลั่งศาสนาตามล่าล้างเธอ แม้ในยามตายก็ตามทำลายหลักฐานการมีตัวตนของเธอ แต่เธอมีอัศวิน วีรชนผู้สาบานจะพิทักษ์เธอ เพื่อจดจำทุกผู้ที่ถูกปล้นอำนาจ ผู้ที่ถูกข่มเหง ท้ายที่สุดแล้วไพรเออรี่ซ่อนศพของเธอ เดอะ โฮลี่เกรล ได้สูญหายไปตามกาลเวลา " แลงดอนหยิบรหัสลิขิตมาถือในอุ้งมือ
" คุณจะทำอะไร? " ลีห์
" ที่ชาโตคุณพูดว่ามันซ่อนอยู่ภายใต้กุหลาบ " แลงดอนใช้ไขควงปลายแหลมทิ่มรูเล็กๆหลังฝากล่องดันแผ่นโลหะทรงรีหลุดออก
" อย่าๆ ระวังมากๆนะ "
" ภาษาละติน ซับโรซา ความหมายตรงตัวคือ ภายใต้กุหลาบ " พลิกดูเห็นรอยขีดตัวอักษรเรียงอยู่ 4 แถว " เราต้องใช้กระจก "
" เขียนกลับหลังตามเทคนิคของ เลโอนาร์โด "
" ขอบคุณ " แลงดอนรับแว่นขยายมาส่อง

ในลอนดอนร่างอัศวินโป๊ปฝังไว้
ทรงกริ้วในพฤติกรรมทำเกินยิ่ง
หาลูกกลมบนสุสานที่พาดพิง
เลือดเนื้อจริงในมดลูกกุหลาบงาม

"ในลอนดอนร่างอัศวินโป๊ปฝังไว้อย่างงั้นเรอะ " ลีห์
" อัศวินที่พระสันตะปาปาทรงทำพิธีฝังศพให้ " แลงดอน
" แน่นอนอัศวินไพรเออรี่ย่อมไม่ธรรมดาอยู่แล้ว "
" .. เทมพลาร์? " แลงดอนเอ่ย
" ลอนดอนมีสุสานแห่งเดียวที่ฝังร่างอัศวินเทมพลาร์ "
" โบสถ์เทมเพิ่ล "
" โบสถ์เทมเพิ่ล(Temple)ขอตัวสักครู่นะที่รัก โรเจอร์กับผมต้องปรึกษากันเรื่องเปลี่ยนแผนการบิน "
" ลีห์ คุณช่วยเหลือและพาผู้ร้ายหลบหนี คุณเข้ามาติดร่างแหมากพอแล้ว "
" โรเบิร์ต คุณกับผมเป็นผู้เฝ้ามองประวัติศาสตร์ กาลเวลากีดกันให้เราได้เพียงมอง ตอนนี้เราได้อยู่ในประวัติศาสตร์ อยู่ในนั้น ได้สร้างประวัติศาสตร์จนติดร่างแหงั้นเหรอ ผมเป็นนักล่าเกรลนะ ขอโทษ โรเบิร์ต คุณ 2 คน ได้มอบคืนอันยิ่งใหญ่แก่ชีวิตชายชราคนนี้ ขอบคุณ .. เขาต้องเรียกเงินเพิ่มแน่ๆ "

" นี่คงเป็นเทคนิคการสืบสวนแบบใหม่สินะ " กอลเย่ต์
" ไม่ทันการณ์แล้ว พวกเขาบินไปสวิตเซอร์แลนด์ ไม่มีสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน " ฟาช
" จนท.ควบคุมการบินแจ้งข้อหาคุณ ปิแอร์อยู่เวรวิทยุสื่อสาร เขาโทรบอกผม มันเรื่องอะไรเหรอ เบซู "
" คุณรู้เหรอว่าผมเป็นโอปุสเดอี "
" ใช่ "
" ท่านบิช็อปอริงกาโรซาของผมโทรมา ท่านบอกว่ามีฆาตกรมาล้างบาปเขาชื่อ โรเบิร์ต แลงดอน ท่านบอกว่าผมคงนึกไม่ถึงแน่ว่าคนๆนี้ใจโหดแค่ไหน เขาจะฆ่าคนต่อไป ท่านว่าผมต้องหยุดเขา ท่านบิช็อปยอมผิดศีลเพื่อบอกผม และท่านมอบหมายให้ผมหยุด โรเบิร์ต แลงดอน บอกผมสิ กอลเย่ต์ นี่ผมทำให้ใครผิดหวัง ท่านบิช็อป หรือ พระเจ้า? "
" พวกเขาเปลี่ยนเส้นทางบินกลับลอนดอน " กอลเย่ต์บอกข่าวความเคลื่อนไหวล่าสุด






ยังมีต่อโปรดติดตาม
อ่านย้อนหลังบทที่ [1 ] [2 ] [ 3 ] [ 4 ]

edit @ 18 May 2009 00:21:44 by pinocchio



พิเชษฐ์ ชาญธีระประวัติ
View full profile