movies

Reincarnation powered by Silkworm,กระบี่ไร้เทียมทาน ภาคสมบูรณ์,นวนิยายกำลังภายใน,อึ้งเอ็ง

ฮุ้นปวยเอี๊ยง ,ชื่อนี้มาจากบทกลอนของ ฮั่นเกาโจ้วฮ่องเต้ " .. พายุกรรโชก เมฆพัดพลิ้ว "
ตัวเอกของ กระบี่ไร้เทียมทาน ชื่อ ฮุ้นปวยเอี๊ยง
ชื่อไม่ธรรมดา คนไม่ธรรมดา ชะตาชีวิตย่อมไม่ธรรมดา
ก่อนหน้านี้เขาดำรงชีพธรรมดาสามัญยิ่งนัก เป็นเพียงเด็กรับใช้ ตักน้ำ-หุงข้าว-ผ่าฟืน บนสำนักบู๊ตึ๊ง เนื่องเพราะชาติกำเนิดไม่กระจ่าง มักถูกศิษย์วัยฉกรรจ์ของสำนักบู๊ตึ๊งเย้ยหยันกลั่นแกล้ง
ตอนนั้นไม่ว่าผู้ใดก็ไม่ทราบว่าเขาเป็นบุตรชายเจ้าสำนักบู๊ตึ๊ง .. แชซ้ง
แชซ้ง เป็นนักพรต กลับผิดศีลตบแต่งภรรยาให้กำเนิดบุตร เขาย่อมมีความคับแค้นจำเป็น อย่างไรก็ตาม แชซ้งสามารถนำบุตรชายขึ้นเขาบู๊ตึ๊ง อาศัยบารมีรับ ฮุ้นปวยเอี๊ยงเป็นศิษย์ซ่อนเร้น ลอบถ่ายทอด 6 สุดยอดวิชาของสำนักบู๊ตึ๊ง ช่วยปรับฐานพลังฝีมือให้กับฮุ้นปวยเอี๊ยงแน่นปึ้ก

คนไม่ธรรมดาถึงอย่างไรย่อมมีประสบการณ์ไม่ธรรมดา โชคช่วยให้ฮุ้นปวยเอี๊ยงได้รับการถ่ายทอดกำลังภายในจากชู้รักของแชซ้งนาม ซิมบ่วงกุน ฝึกลมปราณสำเร็จวิทยายุทธระดับไหมฟ้า แม้แต่ ต๊กโกวบ้อเต็ก แห่งสำนักบ้อเต็กยังพ่ายแพ้ในเงื้อมมือเขา
ลมปราณไหมฟ้า เป็นยอดวิชาของสำนักบู๊ตึ๊ง ดังนั้นจึงเป็นที่หมายปองของทุกผู้คน หุบเขาสราญรมย์ส่ง โป่วเง็กจือ ปะปนเข้าสำนักบู๊ตึ๊ง คิดขโมยฝึกลมปราณไหมฟ้าแต่ความเพียรพยายามล้วนล้มเหลว โป่วเง็กจือต้องชดใช้หนี้กรรมด้วยชีวิต

ในชีวิตฮุ้นปวยเอี๊ยงมีโฉมสะคราญผู้รู้ใจอยู่หลายนาง ตอนแรกเขาหลงรักซื่อม่วย ลุ้นอ้วงยี้ แต่แล้วนางแต่งงานกับโป่วเง็กจือ ต่อมาพบกับบุตรีของต๊กโกวบ้อเต็กนาม ต๊กโกวหงส์ ทั้งสองผูกสมัครรักใคร่ขณะจะแต่งงานกันกลับปรากฏว่าต๊กโกวหงส์ก็เป็นบุตรีที่เกิดจากแชซ้ง คนทั้งสองแท้ที่จริงเป็นเฮียม่วยกัน

ยังมีเฮียม่วยของโป่วเง็กจือนาม โป่วเฮียงกุน ก็ลุ่มหลงรักใคร่ฮุ้นปวยเอี๊ยงแต่ฮุ้นปวยเอี๊ยงยึดถือนางเป็นเช่นน้องสาวเท่านั้น
เหตุการณ์จะเป็นเช่นไรโปรดติดตามตอนต่อไป ..

วิกาลคล้อยดึก หิมะตกพรั่งพรูดุจสายฝน โป่วเฮียงกุนสวมชุดขาวปล่อยผมยาวสยายคุกเข่าอยู่หน้าโค้วซิวอำ(อารามบำเพ็ญทุกข์),สำนักเห็งซัวเป็นวันที่ 3 ใบหน้านางขาวซีดสั่นระริก หิมะสุมคลุมท่วมถึงหัวเข่า ลมหนาวโชยพัด ประตูอารามเปิดผาง โค้วซือไถ่ (แม่ชีทุกรกิริยา)เดินออกมาโดยมีแม่ชีวัยกลางคน 2 นางติดตามหลัง พลันซือหูโบกมือไล่แม่ชีที่ตามหลังกลับไปพักผ่อนเมื่อเห็นหน้าโป่วเฮียงกุน
นางคุกเข่า 3 วัน 3 คืน แสดงความเด็ดเดี่ยวที่จะบวชชีแต่โค้วซือไถ่อ่านใจนางทะลุปรุโปร่ง มิยอมปลงผมให้ตามพิธีเพราะจิตใจผู้ใฝ่ธรรมยังตัดโลกีย์วิสัยไม่ขาด

โป่วเฮียงกุน,ผู้มีจิตใจงดงามบริสุทธิ์ดุจดอกบัวกลางโคลนตม แม้ถือกำเนิดจากหุบเขาสราญรมย์อันชั่วร้ายยังจำแนก ความดี และ ความชั่ว อย่างชัดแจ้ง ตอนฮุ้นปวยเอี้ยงต่อสู้กับต๊กโกวบ้อเต็กบนยอดเขาเง็กอ้วงเต้ง โป่วเง็กจือ,พี่ชายของนางคิดฉวยโอกาสลอบกัดผู้อื่น นางลงมือขัดขวางจนเขาเสียชีวิตแทน นางเสียใจยิ่งนัก เลือดย่อมข้นกว่าน้ำ เมื่อฮุ้นปวยเอี้ยงจากไปโดยไม่ร่ำลาทำให้นางบังเกิดความสิ้นหวัง พกพาแผลหัวใจเข้าสังกัดโค้วซือไถ่-อารามโค้วซิวอำเป็นเวลา 3 ปี จิตใจหาสงบได้ไม่จึงตกลงใจปลงผมบวชเป็นชี

โค้วซือไถ่กล่าวว่า " สถาบันสงฆ์มิใช่นิวาสสถานหลีกหนีความรัก " ขอให้รอสัก 3 ปี พลางวานโป่วเฮียงกุนส่งจดหมายและกล่องแพรเล็กๆใบหนึ่งให้ ยอดเซียนอมตะ คู่ต่อสู้ซิมเซี้ยงเซี่ยงซือ(มหาสมณะฌานใจ) ณ วัดเสี้ยวลิ้มยี่ ภูเขาซงซัว แล้วคุกเข่าที่หน้าแท่นบูชาขอพรพระพุทธองค์อภัยแก่ศิษย์ซึ่งไม่อาจหลุดพ้นโลกีย์วิสัยทั้งที่บำเพ็ญภาวนามา 30 ปี โป่วเฮียงกุนใจหายวาบเมื่อซือหูกระซิบความลับบอกถึงคนผู้นั้น ถ้า เขา ชนะให้บอกประโยคแรก ถ้าแพ้ให้บอกประโยคสองก่อนกลับเข้าไปสวดมนต์

สายลมเย็นเดือนยี่พัดผ่านท้องถนนกลางเมืองชนบท ร้านรวงสองข้างทางปิดสนิทเงียบเชียบวังเวงผิดปกติ โป่วเฮียงกุนเดินมาตามลำพังเห็นเด็กหญิงอายุ 5-6 ขวบถูกจับมัดบนเสาไม้ส่งเสียงร้องไห้จึงคิดขึ้นไปช่วย แต่ถูก บุรุษชุดแพร ขัดขวาง สู้กันไม่กี่กระบวนท่าเขาถอยร่นเข้าไปโรงเตี๊ยมพูดว่า " พวกมันมาแล้ว "
โป่วเฮียงกุนวางมือขยับตัวไปแอบดูริมหน้าต่าง คนสวมใส่เสื้อผ้า 5 สี 20 คน ลอยตัวจากหลังคาลงมาบนถนนพร้อมเพรียงกัน ปรากฏควันหลากสีพลุ่งมาจากปากทาง ขบวนเสลี่ยง 2 คันวิ่งฝ่าหมอกควันหยุดตรงหน้าเสาไม้ 2 คนชุดขาวกระโดดทะยานขึ้นไปแก้มัดเด็กหญิงนำตัวใส่กระสอบโยนใส่หีบไม้ที่คนชุดคราม 4 คนแบกหามอยู่ทางด้านหลังแล้วเคลื่อนขบวน
บุรุษชุดแพรบอกคนพวกนี้เป็นสาวกนิกายบัวขาว(แป๊ะเน้ยก่า) ผู้ที่นั่งบนเสลี่ยงคือ 2 ใน 3 ผู้วิเศษ(ฟ้า-ดิน-มนุษย์)ขึ้นตรงต่อ ก่าจู้ (หัวหน้านิกาย) โป่วเฮียงกุนข้องใจว่าพวกมันจับเด็กไปทำไม? หันกลับมาจะถามบุรุษชุดแพรก็หายตัววับไปแล้ว

นิกายบัวขาว เป็นขบวนการกึ่งเปิดเผย ด้านมืดเรียกว่า เม้งก่า (นิกายเรืองโรจน์)มีต้นกำเนิดจากชาวเปอร์เซีย นิยมบูชาเพลิงเช่นเดียวกับศาสนาฮินดูของอินเดีย และนิกายโรมันคาทอลิก ชื่นชอบการจุดโคมไฟส่องแสงสว่างไสวขับไล่ความมืด กินเจไม่กินของคาว นัดประชุมกันยามวิกาล เคยก่อกบฏในรัชกาลฮุยจงฮ่องเต้
ด้านสว่างเรียก นีเล็กก่า (นิกายพระสังขจาย)ประกอบกิจกรรมปักธูป จุดโคม กินเจ ทำพิธีกรรม มีจิตศรัทธาต่อพระสังขจาย พระบางรูปเครงครัดในศีลจนบรรลุอรหันต์

นิกายบัวขาวแม้เป็นสาขาหนึ่งของศาสนาพุทธแต่ค่อยๆแปรสภาพเป็น พรรคมวลชน ทีละน้อย ทุกครั้งที่ราษฎรเดือดร้อนลำเค็ญก็จะผสมโรงก่อจราจล ถึงขั้นล้มล้างราชวงศ์หงวนจูง้วนเจียง ปราบดาภิเษกขึ้นครองราช-สถาปนาราชวงศ์เหม็งนั้นก็เคยเป็นผู้นำนิกายเม้งก่า ,นีเล็กก่า และ นิกายบัวขาวมาก่อน ..

โป่วเฮียงกุนซ่อนตัวอยู่บนต้นไม้นอกทุ่งหญ้าจับตาการชุมนุมของสาวกนิกายบัวขาว โคม 5 สีจุดพรึ่บ ดอกบัวขาวขนาดใหญ่เบ่งบานออกใต้โคมทอง พลันปรากฏ ปุกเล่าซิ้งเซียน (ยอดเซียนอมตะ)ชายชราผมเผ้าคิ้วขาวโพลนผู้เป็นหัวหน้านิกายนั่งขัดสมาธิวางมืออยู่บนพิณโบราณ พอลืมตาก็ถาม " ผู้วิเศษมนุษย์เล่า?"
ผู้วิเศษฟ้า-ดินรายงานว่ามันสาบสูญไป 3 ปีแล้วหัวหน้านิกายเปล่งวาจาแจ้งที่ประชุมหมายกำหนดประลองยุทธระหว่างประมุขนิกายบัวขาวกับประมุขเสี้ยวลิ้มยี่ในเทศกาลร้อยบุปผา บนภูเขาซงซัว มาถึงแล้ว ผู้ใดพ่ายแพ้ต้องยกสานุศิษย์แก่ฝ่ายชนะ หากใครใจไม่ถึงก็รีบถอนตัวออกไป พวกนั้นร้องขาน " ก่าจู้มียอดวิชาเลิศภพจบแดน บัวขาว ต้องชนะ เสี้ยวลิ้มยี่ ต้องแพ้พ่าย..! "

ยอดเซียนอมตะยิ้มพลางพูดข่มผู้วิเศษฟ้า-ดินว่า ระหว่างตนกักตัวฝึกฝีมือ 20 ปี มีสาวกอันธพาลก่อเรื่องให้ชาวบ้านเดือดร้อน ปรบมือให้ลูกสมุนยกหีบไม้มาวางลงตรงหน้าแท่นดอกบัว สาวกชุดคราม 4 คนที่เคยแบกหีบไม่ยอมสารภาพผิดจึงถูกพลังเปลวเย็นปลิดวิญญาณฆ่าตาย ทุกคนอกสั่นขวัญแขวน ผู้วิเศษฟ้า-ดินรู้สึกโล่งใจว่าคงสืบสาวไปไม่ถึงเบื้องหลังผู้บงการ เมื่อสาวก 2 คนแก้กระสอบออกเห็นลูกสุกร 2 ตัว หัวหน้านิกายเกิดอาการงงงันอึ้ง โป่วเฮียงกุนอดหัวร่อคิกคักไม่ได้

หัวหน้านิกายทึ่งในฝีมือสับเปลี่ยนสุดพิศดารโดยสองผู้วิเศษมิอาจรู้ตัว เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือคนยังมีคน ตวาดเรียกผู้แอบดูการชุมนุมออกมา เมื่อไม่ได้ผลจึงดีดพิณ คลื่นเสียงชำแรกอากาศธาตุคล้ายฟ้าร้อง กระแทกกระทั้นเข้าไปถึงดวงจิตแทบสลาย บุรุษชุดแพรโรยตัวจากยอดไม้ผลักโป่วเฮียงกุนหนี ทั้งคู่หายวับไปในม่านวิกาล

โป่วเฮียงกุนควบม้า 3 วันมาถึงภูเขาซงซัวแล้วเดินเท้าขึ้นสู่วัดเสี้ยวลิ้มยี่นางแจ้งหลวงจีนปฏิคม 2 รูปว่าเป็นศิษย์อารามโค้วซิวอำได้รับคำสั่งซือหูมาพบท่านเจ้าสำนักพลางล้วงซองจดหมายส่งให้ จู่ๆ บุรุษชุดแพร ก็มาปรากฏตัวที่นี่ ราวกับว่านางไปถึงที่ใดเขาก็ไปถึงที่นั่นดุจนัดหมายกันล่วงหน้า เขาแจ้งหลวงจีนปฏิคมที่อยู่ต้อนรับรูปหนึ่งว่าคนจากนครหลวงมาแล้ว หลวงจีนงงงันนิดหน่อยก่อนประนมมือคารวะพูดว่า " ที่แท้เป็น ฉื่อเท้งฮง ,เจ้าสวัสดิ์สุขสันต์ให้เกียรติมา ขอเชิญเข้าไปนั่งพักผ่อน "
ไม่นานนัก บ้ออั้วไต้ซือ ,เจ้าอาวาสเดินนำขบวนหลวงจีนออกมาต้อนรับ ส่งโป่วเฮียงกุนไปพักผ่อนที่ตึกเช็งซิมอี่ ส่วนเจ้าสวัสดิ์สุขสันต์เรียนเชิญที่โบสถ์พระประธาน

ฉื่อเท้งฮง,เจ้าสวัสดิ์สุขสันต์แจ้งเจ้าอาวาสวัดเสี้ยวลิ้มยี่ว่า ฮ่องเต้ มีพระประสงค์นิมนต์ไปยังนครหลวงเพื่อเผยแพร่หลักธรรม และทรงแต่งตั้งไต้ซือเป็นก๊กซือ(พระราชครู) บ้ออั้วไต้ซือมิอาจสนองรับได้เพราะเสี้ยวลิ้มยี่กำลังเผชิญคราวเคราะห์ ตัดสินชะตากรรมจากการต่อสู้ระหว่าง ซิมเซี้ยงเซี่ยงซือ กับ ยอดเซียนอมตะ ในวันพรุ่งนี้ ดังนั้นฉื่อเท้งฮงใคร่ขอพบ แขกพิเศษ ที่พำนัก ณ เรือนฟังเสียงคลื่น

ซิมเซี้ยงเซี่ยงซือถึงกำหนดเวลาออกจากถ้ำเมฆรางเลือนหลังจากบำเพ็ญเพียรภาวนาบรรลุ ฌานวัชระ และ ฝึกปรือวิชา กระเรียนเหินเก้าฟ้า สำเร็จ เมื่อครองกาสาวพัสตร์สีแดงขลิบทองทำให้ท่านดูสำรวมเคร่งขรึม ผมเผ้าหนวดเคราขาวโพลนยาวแทบจรดพื้น ใบหน้าท่านอิ่มเอิบประดับรอยยิ้มคล้ายอวตารจากทิพยวิมาน กระเรียนขาว 2 ตัวเกาะที่หัวไหล่ท่านกระพือปีกบินสู่ท้องฟ้าขณะท่านเดินผ่านหลวงจีนซึ่งตั้งแถวส่งเสียงสวดมนต์ ไปนั่งขัดสมาธิบนแท่นศิลากลางลานหน้าโบสถ์พระประธานค่อยกล่าวว่า

วันนี้ท่านจะพิสูจน์ฝีมือเหลื่อมล้ำต่ำสูงกับยอดเซียนอมตะให้รู้แจ้ง ผู้พ่ายแพ้ต้องนำสานุศิษย์เข้าสังกัดฝ่ายชนะ ผู้ใดไม่ต้องการก้มหัวแก่คนนอกศาสนาก็ยังมีเวลาปลีกตัวจากไป (เหล่าศิษย์เสี้ยวลิ้มยี่หมอบกราบกรานลงไม่มีผู้ใดแปรพักตร์) เสียงพิณ 7 พิฆาตของนิกายบัวขาวมีอำนาจปลิดชีพกระชากวิญญาณยากที่ปุถุชนจะทนทานรับได้ เมื่อถึงเวลาประลองยุทธขอให้ลูกศิษย์ล่าถอยออกจากวัด
กล่าววาจาเฉพาะโป่วเฮียงกุนว่าความสัมพันธ์ระหว่างซือหูนางกับหัวหน้านิกายบัวขาวท่านพอทราบระแคะระคาย .. ยินดีรับคำขอร้อง

เสียงดนตรีประหลาดดังแว่วมาแต่ไกล ท่านอุทาน " ยอดเซียนอมตะรักษาสัจจะจริงๆ พวกเราออกไปรับแขก "

ประมุขนิกายบัวขาวโอบพิณโบราณบุกเดี่ยวมาถึงเสี้ยงลิ้มยี่ ทรุดนั่งขัดสมาธิบนแท่นศิลาหลังหนึ่ง ทักทาย " ซิมเซี้ยง จากมาสบายดี? "
" อมิตตพุทธ ยังดีอยู่ "
" ซิมเซี้ยง กำหนดนัดเมื่อ 20 ปีก่อนท่านใช่นึกเสียใจหรือไม่? "
ซิมเซี้ยงเซี่ยงซือยิ้มพลางกล่าวว่า " บรรพชิตย่อมไม่มุสา เมื่อเอ่ยปากไม่เสียใจ ไม่ทราบว่าท่านพร้อมหรือไม่? "
ยอดเซียนอมตะมิพูดพร่ำทำเพลงให้เสียเวลา ตวาดเสียงข่มขวัญแล้วลอยตัวเหนือแท่นศิลา เหินหาวเข้าหาซิมเซี้ยงเซี่ยงซือ ขณะประมุขเสี้ยวลิ้มยี่ลอยตัวเหนือแท่นศิลาในท่าขัดสมาธิรับมือการจู่โจมของคู่ปรับ
ยอดเซียนอมตะชิงลงมือก่อน ปล่อยหมัด-เท้า-ฝ่ามือหลายกระบวนท่า ศอก,เข่าล้วนกลายเป็นอาวุธรวมพลังกำราบใส่ศัตรูสารพัดทิศ ซิมเซี้ยงเซี่ยงซือหลุดพ้นรัศมีจู่โจมรวดเร็วอย่างคาดไม่ถึง เนรมิตร่างนับสิบไม่สามารถคำนวณตำแหน่งแห่งที่
ยอดเซียนอมตะซัดวืดถึงกับหัวร่อดังๆกล่าวว่า " วิชา เคลื่อนร่างย้ายเงา อันยอดเยี่ยม เสียทีท่านซ่อนกาย 20 ปี กลับพลัดหลงสู่วิชามาร "
" เป็นพระมิใช่มาร เป็นมารมิใช่พระ เป็นมารเป็นพระ มิใช่พระมิใช่มาร" ประมุขเสี้ยวลิ้มยี่โต้คำ

ภายใต้แสงอาทิตย์สาดส่องเงาที่ปรากฏบนพื้นมีเพียงเงาเดียว ซิมเซี้ยงเซี่ยงซือเห็นยอดเซียนอมตะจ้องมองพื้นดินก็ทราบว่ามิอาจแปลงร่างลวงตาจึงโผผินบินขึ้นฟ้า ยอดเซียนอมตะพุ่งตัวหมุนวนตามติดไม่ทัน ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบเมื่อซิมเซี้ยงเซี่ยงซือใช้ท่ากระเรียนเหินเก้าฟ้า ประกบนิ้วเป็นจะงอยปากนก จิกตะปบด้วยกรงเล็บคุกคามยอดเซียนอมตะร่อนสู่พื้นเบื้องล่างจนต้องเอี้ยวตัวบินหลบ ยื่นสองมือดูดพิณโบราณกลับไปประทับนั่งแท่นศิลาที่เดิม ส่วนซิมเซี้ยงเซี่ยงซือพลิ้วร่างลงยังแท่นศิลาด้านตรงข้าม
" เราแม้ทำลายวิชาเคลื่อนร่างย้ายเงาท่านได้ แต่ยังไม่สู้วิชากระเรียนเหินเก้าฟ้า ไม่ทราบ ฌานวัชระ ของท่านเป็นอย่างไร " ยอดเซียนอมตะกล่าวชม
"20 ปีที่ฝึกฌานสมาบัติก็เพื่อรับชม-ฟังเสียงพิณเจ็ดพิฆาตของท่านโดยเฉพาะ " ซิมเซี้ยงเซี่ยงซือกล่าวอย่างแช่มช้า
ยอดเซียนอมตะกรีดนิ้วลงบนสายพิณเบาๆ" คีตกวีในโลกหล้าจักเทิดทูน-ผู้รู้ดนตรียากเคยสดับรับฟัง เรา จัดให้ .. "
ซิมเซี้ยงเซี่ยงซือพลันโบกมือส่งสัญญาณบอกทุกคนออกไปจากอาราม แล้วปลดพวงประคำคล้องคอลงมานับเม็ด สวดมนต์ภาวนาแผ่วเบา
บ้ออั้วไต้ซือ และเหล่าศิษย์เสี้ยวลิ้มยี่ล่าถอยไปนั่งขัดสมาธิบนพื้นหญ้าหน้าวัด ปลดพวงประคำลงมานับเหนี่ยวนำดวงจิตสงบนิ่ง ด้านฉื่อเท้งฮงและโป่วเฮียงกุนโคจรพลังเตรียมต้านทาน

ยอดเซียนอมตะพรมนิ้วมือกรีดกรายบนสายพิณบังเกิดเสียงกระหึ่มปานฟ้าร้อง ท่วงทำนองเปลี่ยนจากเชื่องช้าเนิบนาบเป็นเร่งร้อน นกกาที่เกาะบนกิ่งไม้ตื่นตระหนกบินหนี ใบไม้ร่วงพรู แต่ซิมเซี้ยงเซี่ยงซือหาสะทกสะท้านอันใดไม่
เสียงพิณเจ็ดพิฆาตแฝงด้วยกำลังภายในทะลักล้น ท่วงทำนองดนตรีมหัศจรรย์พันลึก พลันเปลี่ยนจังหวะถี่กระชั้นเกรี้ยวกราดจนใบไม้ร่วงหมดต้น เปลือกไม้ปริแตกเพียะ สงสารแต่กระเรียนคู่เมื่อโบยบินกลับรัง ณ ถ้ำเมฆรางเลือนซึ่ง ซิมเซี้ยงเซี่ยงซือ ซ่อนกายฝึกฝีมือ 20 ปี ยังไม่ทันเข้าใกล้ก็ขาดใจร่วงหล่นลงพื้น

ซิมเซี้ยงเซี่ยงซือคล้ายได้ยินเสียงกู่ร้องทรมาน ลืมตาโพลงเห็นศพกระเรียนขาวตกตายอยู่ใต้ต้นไม้โกร๋นเกิดความโศกสลดค่อยพะวงถึงลูกกระเรียนทั้ง 4 ในถ้ำ พริบตาเดียวเสียงพิณมรณะแทรกเข้าในโสตประสาท บทสวดมนต์ถูกลบเลือนจากมโนทรรศ์ สองมือหยุดนับพวงประคำ เมื่อฉุกคิดถึงการดำรงอยู่ของยอดเซียนอมตะก็ยากจะสำรวมจิตใจทันท่วงที
เสียงพิณยิ่งมายิ่งลี้ลับ เมื่อทำลายสมธิประมุขเสี้ยวลิ้มยี่แตกซ่าน ครอบงำองคาพยพบันดาลให้เส้นโลหิตทั่วร่างพองโต หยาดเหงื่อผุดจากรูขุมขนระเหยกลายเป็นไอ สีหน้าท่านแดงฉาน นัยน์ตาขาวค่อยๆดำมิด น้ำในกายแห้งเหือดทีละน้อย โลหิตเริ่มแห้งกรัง ผิวเนื้อซูบซีดลง สีหน้ามีแววเจ็บปวดสุดพรรณนา

ยอดเซียนอมตะผมเผ้าหนวดเคราลุกชัน รู้ว่าศัตรูกำลังเพลี่ยงพล้ำจึงกรีดนิ้วเร่งจังหวะกระชากวิญญาณ กระทั่งดินฟ้าอากาศบริเวณนั้นวิปริต ในวาระสุดท้ายซิมเซี้ยงเซี่ยงซือเกร็งลมปราณสู่มือขวาขีดเขียนอักขระบนแท่นศิลาว่า กระเรียน ก่อนร่างระเบิดเป็นจุณ..!

ฉื่อเท้งฮง,โป่วเฮียงกุน บ้ออั้วไต้ซือ และศิษย์เสี้ยวลิ้มยี่ขวัญกระเจิง ต่างวิ่งตะบึงเข้าวัด มองดูซากศพ-อังคารธาตุประมุข เปล่งเสียงสรรเสริญพระคุณว่า " อมิตตพุทธ ท่านผู้อาวุโสจากไปแล้ว "
ยอดเซียนอมตะเชิดหน้ากระหยิ่มยิ้มย่องในชัยชนะ ตวาดผู้แพ้ให้เปลื้องกาสาวพัสตร์-ทำลายพวงประคำ-ด่าประณามพระพุทธองค์ บ้ออั้วไต้ซือ,เจ้าอาวาสสุดละอายจึงฟาดฝ่ามือใส่ขมับฆ่าตัวตาย สานุศิษย์ปั่นป่วน หลวงจีน 4 รูปยอมสวามิภักดิ์นิกายบัวขาวที่เหลือส่วนใหญ่ร้องว่า'ศิษย์ทรยศ' บ้างก็ถาโถมสู้ตาย ฉื่อเท้งฮงโพล่งคำ
" ยอดเซียนอมตะ อย่าเพิ่งลำพองไป ภายใต้เสียงพิณเจ็ดพิฆาตท่านไม่อาจทำลายซิมเซี้ยงเซี่ยงซือเป็นผุยผงได้หมดทุกส่วน ใช่นับเป็นพ่ายแพ้หรือไม่? "
" วาจาสัตย์เราหนักแน่นดั่งขุนเขา "
ฉื่อเท้งฮงเขี่ยเศษผ้ากาสาวพัสตร์บนแท่นศิลาประคองมือขาดข้างหนึ่ง ฝ่ามือนั้นปริแตกเป็นลายกระดองเต่าแต่เนื้อหนังหุ้มกระดูกมิแตกสลายเป็นธุลี " ซิมเซี้ยงเซี่ยงซือแม้มรณภาพยังเป็นฝ่ายชนะ "

ยอดเซียนอมตะเย้ยว่าฝ่ายบรรพชิตกลอกกลิ้งถึงตนแพ้ก็ยังภูมิใจ ส่งศิษย์ทรยศ 4 รูปกลับคืนให้เสี้ยวลิ้มยี่จัดการทางวินัย(กักตัวเองสำนึกผิด)แค่นหัวเราะกล่าวว่า
" เสียงพิณเจ็ดพิฆาตพิชิตชัยไร้ผู้ต่อต้านกลับพ่ายแพ้แก่มือขาดข้างหนึ่ง เสี้ยวลิ้มยี่ยังไม่สิ้นยุค เราไม่น้อมรับบารมีสงฆ์ก็จนใจ "
" นอกจากบารมีสงฆ์แผ่ไพศาลแล้ว สาเหตุสำคัญอยู่ที่ประมุขเสี้ยวลิ้มยี่ไม่ได้ลงมือสุดกำลัง " สุ่มเสียงกังวานชายหนุ่มผู้อุ้มซากลูกนกกระเรียน 4 ตัว ปรากฏกายออกมาจากม่านหมอก โป่วเฮียงกุนคลับคล้ายคลับคราว่าเคยรู้จัก เขา อย่างลึกซึ้ง เป็น ฮุ้นปวยเอี๊ยง จริงๆ

3 ปีก่อนฮุ้นปวยเอี๊ยงเอาชนะต๊กโกวบ้อเต็กโดยใช้วิชาลมปราณไหมฟ้า และ อสูรฟ้าสลายร่างสยบพลังลมปราณมารมิคสัญญีขั้นที่ 10 ภายหลังการต่อสู้ชีพจรในร่างฮุ้นปวยเอี๊ยงก็ขาดไปกว่าครึ่ง ฉื่อเท้งฮงมอบรากไม้ต่อเชื่อมพันปี(บัวหิมะ)รักษาอาการบาดเจ็บ - ส่งฮุ้นปวยเอี๊ยงขึ้นสู่เสี้ยวลิ้มยี่ให้บ้ออั้วไต้ซือใช้วิชาเข็มทองกรุยจุดเชื่อมต่อชีพจรค่อยรอดพ้นจากทุพพลภาพ
สาเหตุที่ฮุ้นปวยเอี๊ยงหลบลี้หนีหน้าโป่วเฮียงกุนเพราะคิดว่าตัวเองไม่มีทางรอด ไม่อยากให้เธอเสียใจ นึกไม่ถึงว่าจะได้พบฉื่อเท้งฮงยื่นมือมาช่วย วัดเสี้ยวลิ้มยี่จัดที่พำนักให้เขาอยู่ในหอไม้ไผ่นามเทียทิ้วฮึง(เรือนฟังเสียงคลื่น)

ฮุ้นปวยเอี๊ยงกล่าวว่าซิมเซี้ยงเซี่ยงซือห่วงใยลูกกระเรียนภายในถ้ำมิทันเคลื่อนย้ายก่อนเสียงพิณพิฆาตทำลายสรรพสิ่ง สมาธิจึงแตกซ่าน ยอดเซียนอมตะแย้งเป็นเพราะซิมเซี้ยงเซี่ยงซือขันติไม่หนักแน่นพอ จิตใจอ่อนไหวกับแค่นกกระเรียนขาว แม้มีมุทิตาจิตแต่พลังฝึกปรือยังไม่ถึงจุดสุดยอดต้องตายอนาจจะโทษผู้ใดได้ ตนสัญญาผิดที่ทำลายซิมเซี้ยงเซี่ยงซือเป็นผุยผง เหลือเพียงมือขาดเป็นเหตุให้ ผู้ชนะไม่ชนะ ผู้แพ้ไม่แพ้ อย่างไรเสียเสียงพิณเจ็ดพิฆาตคือยอดวิชาอันดับหนึ่งในแผ่นดิน
เอ่ยถึงท้ายประโยคก็สะดุดกึก ยอดเซียนอมตะเพิ่งรู้ว่าฮุ้นปวยเอี๊ยงโค่นต๊กโกวบ้อเต็ก ได้รับยกย่องเป็นยอดยุทธเมื่อไม่นานมานี้จึงใคร่ขอทดสอบฝีมือ ฮุ้นปวยเอี๊ยงมิอาจขัดศรัทธาดังนั้นผู้ไม่เกี่ยวข้องอพยพออกจากอารามวัดอีกครา

เสียงพิณแหลมคมดังขึ้นทวีพลังถึง 10 ส่วนอย่างรวดเร็วกลับทำอันตรายฮุ้นปวยเอี๊ยงไม่ได้ ยอดเซียนอมตะบังเกิดความประหลาดใจฤาฮุ้นปวยเอี๊ยงมี ฌานวัชระ เหนือกว่าคู่ปรับเก่าทั้งที่ยังหนุ่มแน่น จึงเร่งกรีดนิ้วเสริมพลังคลื่นถึงขีดสุด ฮุ้นปวยเอี๊ยงตวาดเสียงกลบราวค้อนเหล็กกระแทกตรงกล่องดวงใจยอดเซียนอมตะ มิหนำซ้ำทำเอาสายพิณขาด 3 เส้น เล็บมือศิลปินโฉดฉีกขาด
ยอดเซียนอมตะพยายามต่อสู้อีกครั้ง ฮุ้นปวยเอี๊ยงสูดลมหายใจลึกๆตวาดอีกคำสายพิณขาด 3 เส้นเหลือเพียง 1 เส้น ยอดเซียนอมตะร้องเสียงหลง วางนิ้วทั้งสิบลงบนสายพิณเส้นสุดท้าย ดีดบรรเลงอย่างคลุ้มคลั่งงัดท่าไม้ตายแฝงอานุภาพทำลายล้างอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

ฮุ้นปวยเอี๊ยงยืดกายขึ้น ผมเผ้าสยายพลิ้ว เพ่งตามองสายพิณส่งเสียงตวาดจนขาดสะบั้น - พิณโบราณไหม้เกรียม ยอดเซียนอมตะกระอักเลือดพูดว่า
" เสียงพิณเจ็ดพิฆาตทำร้ายศัตรูไม่ทำร้ายเจ้าของ หากไม่สามารถทำร้ายศัตรูต้องย้อนทำร้ายเจ้าของ เราชีพจรขาดหมดสิ้นต่อให้เป็นเซียนวิเศษก็ไม่อาจชุบชีวิตได้ "

โป่วเฮียงกุนเห็นฮุ้นปวยเอี๊ยงปลอดภัยค่อยคลายใจลง นึกถึงคำสั่งเสียของซือหูจึงรี่ไปหายอดเซียนอมตะ ยื่นกล่องแพรให้เปิดออกดูพบปิ่นทองอันหนึ่ง ค่อยถ่ายทอดวาจาของโค้วซือไถ่
" นางยังเก็บปิ่นทองอันนี้ไว้ " ยอดเซียนอมตะน้ำตาคลอหน่วย กำปิ่นทองแนบแน่น แหงนหน้ามองท้องฟ้า ริมฝีปากสั่นระริก " ลิขิตแห่งฟ้า หากท่านบอก รัก เราตั้งแต่ 20 ปีก่อน ไหนเลยกลับกลายเป็นเช่นนี้ ..
เสี้ยวลิ้มยี่ก็ดี บู๊ตึ๊งก็ดี การพ่ายแพ้ในวันนี้ เราพ่ายแพ้ทั้งปากและใจ ตอนนี้จะทำตามข้อตกลง ส่งสัญญาณให้สาวกนิกายบัวขาวขึ้นเขาเข้าเป็นศิษย์สถาบันสงฆ์ หวังว่าพวกท่านสามารถชักจูงพวกมัน เราแม้ตายก็นอนตาหลับ "

พลางล้วงพลุไฟจากอกเสื้อโยนขึ้นกลางอากาศ แตกระเบิดกลายเป็นรูปดอกบัวสีแดงค้างฟ้าเนิ่นนานไม่จางหายแต่ไร้ปฏิกริยาตอบสนองของเหล่าพลพรรค ยอดเซียนอมตะตระหนักว่า 20 ปีที่เร้นกายฝึกฝีมือนิกายบัวขาวคงแปรสภาพไป อำนาจบริหารตกอยู่กับผู้วิเศษฟ้า-ดินไฉนไม่คิดทรยศ - ก่อร่างตั้งสำนักใหม่ หากมันบรรลุวิชา พลังมารกระดูกขาว ยิ่งยากแก่การควบคุม จึงฝากฝัง ฉื่อเท้งฮง นำป้ายประกาศิตมรกตไปชำระสะสางสำนัก ไม่ทันพูดจบก็รากเลือด ยิ้มหดหู่-เปลือกตาปิด-ร่างเอวตั้งตรง สิ้นชีพโดยสง่างาม

หลังมรสุมผ่านพ้นไป ฉื่อเท้งฮงชวนฮุ้นปวยเอี๊ยงเข้าวังเพื่อกำจัดขันทีกังฉิน เล้าเก้ง แต่ฮุ้นปวยเอี๊ยงขอตัวกลับไปจัดระเบียบสำนักบู๊ตึ๊งก่อนค่อยอาสารับใช้บ้านเมือง กล่าวอำลาโป่วเฮียงกุนว่า
" ในชีวิตข้าพเจ้าเพียงชมชอบสตรีสองนาง หนึ่งคือซือม่วยเรา ลุ้นอ้วงยี้ อีกคนหนึ่งเป็นน้องสาวร่วมสายโลหิต ต๊กโกวหงส์ พวกนางจากไปปรโลกกลับมีชีวิตอยู่ในความทรงจำข้าพเจ้าชั่วนิรันดร์ และยึดถือเจ้า(โป่วเฮียงกุน)เป็นม่วยม่วย(น้องสาว)ตลอดมา .. "
โป่วเฮียงกุนร่ำไห้ ยกสองมือปิดหน้า หมุนตัววิ่งตะบึงจากไป ฮุ้นปวยเอี๊ยงมิเพียงทำร้ายจิตใจนาง หัวใจตนเองยังถูกทำร้ายยิ่งกว่า น้ำตาระรื้นคลอเบ้ารำพึงรำพันเรียก เฮียงกุน น้ำเสียงแว่วหายไปในสายลม ..








หนังสืออ้างอิง กระบี่ไร้เทียมทาน ภาคสมบูรณ์ อึ้งเอ็ง เขียน น. นพรัตน์ แปล บริษัท สกายบุ๊กส์ จำกัด พิมพ์ครั้งแรก สิงหาคม 2537 ชุดละ 3 เล่มรวมราคา 330 บาท

vdo clip pictures เพลงเปิดเรื่อง มู้ฟวี่ รีวิว Gallery 1. Gallery 2.web pages

edit @ 2007/05/15 21:17:00

edit @ 2007/05/24 21:56:23

The Legend of Chinese Martial Arts Heroes .. movie script based on a motion picture 'The Brave Archer Part 3',บทภาพยนตร์ภาษาไทย พิรฌาน
1


ก๊วยเจ๋ง-อึ้งย้งคลี่ภาพวาดงักฮุยออกดูหลังฝนตกพบลายแทงปริศนา ก๊วยเจ๋ง และ อึ้งย้ง รีบเดินทางหมายไปให้ทันการชุมนุมใหญ่ของพรรคกระยาจก ผ่านเส้นทางกังหนำสายตะวันตก ประเทศจีนในตอนนั้นถูกไต้กิมยึดครองไปกว่าครึ่ง สถานการณ์บ้านเมืองเสื่อมทรุด อาณาเขตนับวันแต่ย่นย่อแคบเล็ก

คิมหันตฤดู ฝนนึกจะตกก็ตก พอเมฆดำตั้งเค้า สิ้นเสียงฟ้าร้องพลันหยาดฝนขนาดเท่าเมล็ดถั่วเหลืองพรั่งพรูหล่นจากท้องฟ้า ก๊วยเจ๋งกางร่มกระดาษน้ำมันมิทันไรก็ถูกสายลมกระโชกหอบปลิว คู่รักจึงเปียกปอน พอย่างกรายเข้าหมู่บ้านก็ขอแลกเสื้อกับชาวนามาผลัดเปลี่ยน คลี่ภาพวาด(งักฮุย)ที่อึ้งเอี๊ยะซือให้กำนัลพบว่าถูกน้ำฝนชะล้างเสียหาย เนื้อกระดาษเปื่อยเกินครึ่ง ลายเส้นหมึกเลอะเลือนแต่ปรากฏรอยเขียนอักษรปริศนาอ่านได้ว่า
" .. ตำราพิชัยยุทธมก .. มือเหล็ก .. ยอดกลาง .. ข้อ .. ที่สอง .. "

อึ้งย้งสงสัยว่าอ้วงง้วนอั้งเลียกคิดขโมยตำราพิชัยยุทธงักบู๊มกที่ซ่อนอยู่ตึกเขียวในวังหลวง อุตส่าห์คว้ากล่องศิลาบรรจุของแต่ตำรากลับอันตรธานไร้ร่องรอย จากคำบอกเล่าของหกประหลาดแดนกังหนำพอจะเชื่อมโยง ฮิ้วโชยยิ่ม,หัวหน้าพรรคฝ่ามือเหล็กเข้ากับตำราพิชัยยุทธ(ตำราอู่มู่)ได้ไม่ยาก

ทั้งสองใช้เส้นทางเก็งโอ้วสายเหนือสู่เมืองงักจิว หยุดพำนักที่หองักเอี้ยงเล้า ชั้นบนมองเห็นทิวทัศน์ทะเลสาบท่งเท้งโอ้ว ขุนเขาโอบรอบผืนน้ำกว้างไกลไพศาลเหมาะแก่การเจริญสุราอาหาร ลู่อู่คา,ขอทานฝ่ายเสื้อผ้าสกปรกปรี่เข้ามาขอเศษอาหารแต่ไม่ยอมนั่งร่วมโต๊ะ ส่วนผู้อาวุโสแซ่กั่ง,แพ้,เนี่ยจัดอยู่ฝ่ายขอทานเสื้อสะอาดจับจองโต๊ะด้านทิศตะวันออกอยู่ก่อนแล้ว
ขอทานอ้วน-ผอมเดินนำหน้าคุ้มครองเอี้ยคังจากหมู่บ้านงู้แกชึงมาปักหลักที่นี่ด้วย เอี้ยคังตกใจเมื่อเห็นก๊วยเจ๋งยังไม่ตายจึงเผ่นลงจากหอกระซิบบอกสมุนต้อนขอทานสิบกว่าคน ณ บริเวณนั้นมุ่งหน้าสู่ทิศตะวันตกทันที

ลู่อู่คาบอกก๊วยเจ๋งว่าฮิ้วโชยยิ่ม(คิ้วเชยยิ่น)เป็นหัวหน้าพรรคฝ่ามือเหล็ก มีอิทธิพลในละแวกมลฑลเลี่ยงโอ้วกับเสฉวน พลพรรคฆ่าคนปล้นสดมภ์ก่อกรรมทำเข็ญสุดชั่วช้า สมคบ,ติดสินบนเจ้าหน้าที่บ้านเมืองและประเทศไต้กิมก่อจราจลภายในเพื่อสนับสนุนข้าศึกภายนอก
อึ้งย้งตำหนิลู่อู่คาใส่เสื้อสกปรกมอมแมม,ตัวดำมะเมื่อม,กลิ่นเหม็นคละคลุ้งคงไม่ต่างจากฝ่ายขอทานเสื้อผ้าสะอาดเท่าใดนัก ลู่อู่คาน้อยใจสะบัดหน้าหนีลงจากหอโดยไม่เหลียวกลับมามอง..

สามผู้อาวุโสพรรคกระยาจกที่ติดตามเอี้ยคังลงจากหอย้อนกลับขึ้นมาใหม่ เฒ่าแพ้,ขอทานท้วมขาวบอกก๊วยเจ๋ง-อึ้งย้งว่าเมื่อกี้ลู่อู่คาใส่ยาพิษลงในอาหาร ตนจึงนำยาแก้พิษมาให้ อึ้งย้งไม่เชื่อเพราะคนเหล่านี้เป็นพวกเดียวกับเอี้ยคัง เมื่ออุบายแรกไม่ได้ผลเฒ่าแพ้จึงสะกดจิตก๊วยเจ๋ง-อึ้งย้งหมดเรี่ยวแรงเผลอหลับใหล ครั้นตื่นขึ้นมาก็รู้ว่าเสียท่าขอทานท้วมขาว ถูกเชือกหนังวัวใยโลหะพันธนาการรอบตัว-อุดปากด้วยผ้าชุบเมล็ดปอ

ประชุมใหญ่พรรคกระยาจก เอี้ยคังสวมรอยเป็นประมุขคนใหม่ เดือนเพ็ญของวันที่ 15 เดือน 7 ตรงกับวันชุมนุมใหญ่ของพรรคกระยาจกพอดี แสงจันทราอาบไล้ยอดเขากุนซัว กลางทะเลสาบท่งเท้งโอ้ว เหล่าขอทานนับพันนับหมื่นสมาชิกพรรคกระยาจกทะยอยกันมานั่งรายล้อมแท่นศิลาฮึงอ้วงไท้ เสียงไม้เท้าเคาะต๊กๆๆหยุดลงเมื่อรองหัวหน้าพรรคทั้ง 4 ปรากฎตัว เป็น ลู่อู่คา และ เฒ่ากั่ง,แพ้(ขอทานท้วมขาว),เนี่ย นั่นเอง เฒ่าแพ้กล่าวด้วยเสียงดังกังวานกับสมาชิกพรรคว่า อั้งฉิกกง ไปสู่ปรภพแล้วที่เมืองลิ่มอัน เหล่าขอทานตกอยู่ในความเงียบงัน บางคนส่งเสียงร้องไห้คร่ำครวญ-ตีอกชกตัว ลู่อู่คาถามเฒ่าแพ้ว่ามีใครเห็นกับตาว่าร่างอั้งฉิกกงไร้วิญญาณ

เอี้ยคังถือไม้เท้าไม้ไผ่แหวกผู้คนขึ้นมาบนแท่นกล่าวอย่างแช่มช้าว่า หนึ่งเดือนก่อนอั้งฉิกกงถูก อึ้งเอี๊ยะซือ (ภูตบูรพา),ประมุขเกาะดอกท้อ และ นักพรตสำนักช้วนจินทั้ง 7 กลุ้มรุมทำร้ายจนตาย ทำให้พวกขอทานพลุ่งพล่านเดือดดาลร้องว่าจะไปล้างแค้นให้แก่ประมุขพรรค
อันที่จริงเอี้ยคังมั่วนิ่มโกหกตาใส แค่ได้ยินอาวเอี้ยงฮงบอกว่า อั้งฉิกกง ถูกพลังลมปราณคางคกกระแทกร่างบาดเจ็บสาหัส ส่วนก๊วยเจ๋งคงถูกดาบตัวเองทิ่มสังหารในวังหลวง นึกไม่ถึงว่าจะเจอกันที่หองักเอี้ยงเล้า จึงบงการ 3 ผู้อาวุโสขอทานเสื้อสะอาดจับกุมก๊วยเจ๋ย-อึ้งย้งมาฆ่าทิ้งตรงนี้

ตอนเอี้ยคังหยิบฉวยไม้เท้าไม้ไผ่ในร้านรวงของ ส่าโก เห็นขอทานอ้วน-ผอมให้ความเคารพนบนอบจึงเลียบๆเคียงๆถามพอรู้เรื่องกิจการภายในพรรคกระยาจก 6-7 ส่วนตกกะไดพลอยโจนมาถึงขั้นนี้จึงเอ่ยต่อว่า ก่อนอั้งฉิกกงจะขึ้นสวรรค์ได้สั่งเสียให้ตนรับตำแหน่งประมุขพรรครุ่นที่ 19 แล้วรับมอบไม้ไผ่ด้ามนี้กับมือ
สิ้นคำบังเกิดความปั่นป่วนวุ่นวายในหมู่ขอทานเพราะคิดไม่ถึงว่าตำแหน่งหัวหน้าพรรคกระยาจกจะมาตกแก่บุรุษหนุ่มผู้สูงศักดิ์

พรรคกระยาจกแบ่งเป็น 2 ฝ่ายคือฝ่ายเสื้อสะอาด นอกจากสวมใส่เสื้อผ้าปุปะแล้วยังยึดติดชีวิตความเป็นอยู่แบบสามัญชน ส่วนฝ่ายเสื้อสกปรกยึดอาชีพภิกขาจร,รักษากฎวินัยเคร่งครัด ไม่สะสมวัตถุ-เงินทอง มิบังอาจร่วมโต๊ะรับประทานอาหารกับคนนอก การที่อั้งฉิกกงปกครองสมาชิกพรรค 2 ขั้วอำนาจอยู่ได้ก็เพราะใช้กุศโลบายรักษาความเที่ยงตรง-ไม่ลำเอียง ปีแรกจะสวมใส่เสื้อผ้าสะอาดสะอ้าน ปีที่สองจะใส่เสื้อผ้าสกปรก ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเช่นนี้ทุกปี

ผู้อาวุโสฝ่ายเสื้อสะอาดทั้ง 3 แม้หมดหวังสืบทอดอำนาจแต่ก็ยังดีกว่าให้ลู่อู่คา,ฝ่ายเสื้อสกปรกดำรงตำแหน่งเหนือกว่า เอี้ยคังเยาว์วัยย่อมตะล่อมให้อยู่ในโอวาทง่ายดาย เมื่อลู่อู่คาตรวจสอบไม้เท้าเขียวมรกตเป็นสมบัติปังจู้แต่ละรุ่นตกทอดกันมาจริง ก็ทูนไม้เท้าไม้ไผ่ขึ้นเหนือศีรษะยอมรับเอี้ยคังเป็นประมุขพรรคคนใหม่ เหล่าขอทานส่งเสียงโห่ร้องด้วยความยินดีแล้วถ่มน้ำลายใส่หน้าเอี้ยคังตามกฎ

อึ้งย้งจำเหตุการณ์บนเกาะเมฆรุ้งเรืองรองได้ว่า อั้งฉิกกงก็เคยถ่มเสมหะใส่ชายเสื้อของนางหลังถ่ายทอดตำแหน่งปังจู้ให้ ตอนนั้นนางเข้าใจผิดว่าอั้งฉิกกงคงบาดเจ็บสาหัสไม่สามรถถ่มเสมหะไปไกล หาทราบไม่ว่าเป็น พิธีกรรม แต่งตั้งปังจู้คนใหม่สุดพิลึก วณิพกพเนจรไปสี่ทิศย่อมถูกผู้คนหยามหยันดูหมิ่น ในฐานะผู้นำเหล่ากระยาจกจะรังเกียจเรื่องแค่นี้ไม่ได้

เอี้ยคังคิดทดสอบฝีมือข่มฮิ้วโชยยิ่มให้สมาชิกประจักษ์แจ้งแก่ใจแต่ .. เอี้ยคังสั่งเฒ่าแพ้นำก๊วยเจ๋ง-อึ้งย้งในฐานะสมคบกับฆาตกรสังหารอั้งฉิกกงขึ้นมาบนแท่นศิลา ลู่อู่คาแย้งว่าทั้งสองเป็นศิษย์อั้งฉิกกงคงไม่เนรคุณครูบาอาจารย์ ลี้เซ็ง กับ อื้อเตี่ยวเฮง ,สมาชิกพรรคเคยเป็นหนี้ชีวิตก๊วยเจ๋ง-อึ้งย้งช่วยให้รอดพ้นเงื้อมมืออำมหิตของ อาวเอี้ยงโคก ขอรับประกันด้วยคน
เอี้ยงคังจึงใช้เล่ห์เหลี่ยมหลอกถามก๊วยเจ๋ง(ผงกศีรษะรับหรือไม่รับ)โยงใยอึ้งย้งเป็นธิดาอึ้งเอี๊ยะซือ และ แต่งงานกับก๊วยเจ๋ง ส่วนก๊วยเจ๋งเคยเป็นศิษย์เจ็ดบรรพชิตช้วนจินมาก่อน สมควรถูกลงโทษสถานหนัก เฒ่าแพ้กับเฒ่าเนี่ยเงื้อกระบี่หมายประหารก๊วยเจ๋ง-อึ้งย้ง พลันยั้งมือเมื่อได้ยินเสียงประทัดแตก พลุไฟหลากสีพุ่งทะยานเหนือท้องทะเลสาบ เฒ่ากั่งละล่ำละลักรายงานเอี้ยคังว่า ฮิ้วโชยยิ่ม ,หัวหน้าพรรคฝ่ามือเหล็กและไพร่พลยกขบวนมาเยี่ยมคารวะประมุขพรรคกระยาจกคนใหม่

คบไฟส่องแสงจับต้องคนชุดดำหลายสิบ มีผู้หนึ่งร่างกายกำยำเปลือยอกสวมผ้าคลุมหลังยิ้มแย้มกล่าวทักทายเอี้ยคังพลางยื่นมือมาสัมผัส นึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะเกร็งพลังบีบกระดูกนิ้วเขาให้แหลกสลายจึงเดินลมปราณร้อนระอุลวกใส่กลางฝ่ามือเอี้ยคัง ผู้อาวุโสพรรคกระยาจกทั้ง 4 สะอึกเข้ามาอารักขา ฮิ้วโชยยิ่มกล่าวว่าเป็นปังจู้พรรคกระยาจกคิดทดสอบฝีมือเขาก่อน เอี้ยคังร้องโอดโอย,ใบหน้าขาวซีด,น้ำตาไหลหลั่ง,เจ็บปวดจนตัวงอ รู้ตัวว่าผิดแผนการประกาศศักดาต่อหน้าสมาชิกพรรค พอฮิ้วโชยยิ่มสะบัดมือออกร่างเอี้ยคังปลิวละลิ่วตกแท่นศิลาสลบไสล

ระหว่างฮิ้วโชยยิ่มต่อกรกับเฒ่ากั่ง ก๊วยเจ๋งเงยหน้ามองฟ้านึกถึงมารดาที่อยู่กลางทะเลทรายอันไกลโพ้น ครั้นเห็นดาวเหนือทั้ง 7 ส่องแสงแวววาวพลันจดจำขบวนค่ายกลของเจ็ดบรรพชิตช้วนจิน พลังสมองแล่นคิดค้น เคล็ดวิชา ค่ายฟ้ากลดาวเหนือ อึ้งย้งหวั่นก๊วยเจ๋งจะเสียสติ

ฮิ้วโชยยิ่มสำแดงฤทธิ์เดชฟาดฝ่ามือใส่ไม้เท้าเหล็กเฒ่ากั่งปักคาก้อนหินใหญ่ กล่าวว่าพรรคฝ่ามือเหล็กกับพรรคกระยาจกไม่คิดรุกรานต่อกันดุจน้ำคลองกับน้ำบ่อ และยังจัดของขวัญล้ำค่ามาคารวะ เหตุใดปังจู้พรรคกระยาจกจึงคิดตัดไม้ข่มนามแต่แรกพบ
เอี้ยคังฟื้นคืนสติไม่กล้าโกรธแค้นอาละวาด ได้ยินว่าสมาชิกพรรคกระยาจกไปทำร้ายฝ่ายตรงข้ามก็ไม่ปกป้องซ้ำยังเรียกตัวไปขอขมาซะอีก ลี้เซ็งกับอื้อเตี่ยวเฮงรู้สึกคับแค้นแน่นอก การประกอบวีรกรรมของพวกเขาขณะประสบเหตุสหายพรรคฝ่ามือเหล็กกำลังข่มเหงราษฎร - ฉุดคร่าผู้หญิงกลับต้องมาเสื่อมเสียเกียรติภูมิ จึงฆ่าตัวตายพร้อมกันไม่อาจยอมรับความอัปยศอดสู ท่ามกลางความคลั่งแค้นของเหล่ากระยาจกแต่ไม่มีใครกล้าเคลื่อนไหวโดยพลการ

ฮิ้วโชยยิ่มพึงพอใจถือว่าเรื่องบาดหมางระหว่าง 2 พรรคยุติ ชายฉกรรจ์ขนหีบห่อมาเปิดวางลงใกล้ๆเอี้ยคัง ทองคำ-อัญมณี ของมีค่าเหล่านี้คือของกำนัลเจ้าเตี่ยอ๋องแห่งประเทศไต้กิมนำมาบรรณาการ ขอเพียงเหล่ากระยาจกอพยพจากชายแดนภาคเหนือ,ถิ่นทุรกันดารซึ่งมีอากาศหนาวเหน็บข้ามแม่น้ำแยงซีเกียงลงสู่ใต้
เอี้ยคังคะนึงว่ามิเสียแรงที่ตนสู้เสี่ยงรับตำแหน่งประมุขพรรคกระยาจก ลาถยศสรรเสริญ อันพึงมีพึงได้ก็ไม่สำคัญเท่ากับการประสานยุทธวิธีของ อ้วงง้วนอั้งเลียก ,ผู้เป็นบิดากรุยทางรุกรานแผ่นดินจีนสะดวกขึ้น สมาชิกพรรคกระยาจก ณ ดินแดนตอนเหนือตั้งตนเป็นศัตรูกับทหารกิมมาแต่ไหนแต่ไร คราที่กองทัพไต้กิมเคลื่อนลงสู่ใต้มักโดนพวกขอทานตลบหลัง เช่น ลอบสังหารแม่ทัพนายกอง หรือไม่ก็จุดไฟเผาเสบียงอาหาร เอี้ยคังจึงตกปากรับคำฮิ้วโชยยิ่มโดยไม่มีเงื่อนไข ลู่อู่คา,ผู้อาวุโสขอทานฝ่ายเสื้อสกปรกแสดงกริยาไม่พอใจจึงถูกฮิ้วโชยยิ่มสั่งสอน หักกระดูกนิ้วมือทั้ง 2 แหลกสลายก่อนจะบี้ศีรษะก็ถูกก๊วยเจ๋งขัดขวางไว้ทัน

ก๊วยเจ๋งสู้กับฮิ้วโชยยิ่ม คัมภีร์นพยมวิวัฒนาการมาจาก ลัทธิเต๋า แนวทางเดียวกับวิชากำลังภายในสำนักช้วนจิน และค่ายกลฟ้าดาวเหนือเพียงแต่ลึกล้ำพิศดารสุดคณา ก๊วยเจ๋งศึกษาอยู่ครึ่งค่อนเดือนยังขบไม่แตก จวบจนเห็นดาวเหนือบนท้องฟ้าจึงประยุกต์วิชาหดเส้นเอ็นย่อกระดูกมาใช้ได้จริง
เฒ่าแพ้ยืนเฝ้าก๊วยเจ๋งรู้สึกตื่นตระหนก เมื่อร่างเชลยย่อส่วนหลุดจากเชือกราวปลาไหล ตะปบคว้าวืดเหลือแต่กองเชือกผูกเงื่อนไว้แน่นหนาจึงร้องบอกสมุนช่วยจับโจรน้อย

ก๊วยเจ๋งถูกมัดไว้นานสั่งสมเพลิงแค้นแน่นอกทราบว่าพวกขอทานถูกเอี้ยคังหลอกลวงจึงยั้งพลังฝ่ามือ ขอทาน 6-7 คนแค่ล้มระเนระนาด แล้วปราดเข้าไปแก้เชือกมัดร่างอึ้งย้งออก ขณะนั้นขอทานร่วมร้อยดาหน้ารุมล้อมประชิดเป็นชั้นๆ ยอดฝีมือทั้ง 8 มีฐานะรองจาก 4 ผู้อาวุโสขยับกายมาเบื้องหน้า ในนั้นมีขอทานอ้วน-ผอม,ผู้ชักนำ เอี้ยคัง จากหมู่บ้านงู้แกชึงรวมอยู่ด้วย

ก๊วยเจ๋งเหวี่ยงเชือกท่า'ม้วนหวดหักกระดูกแข้ง'ออกไป พวกขอทานกระโดดตัวลอยหลบเลี่ยงพัลวัล ปล่อยก๊วยเจ๋งฟาดฝ่ามือใส่ขอทานอ้วน-ผอมกระเด็นชนชายฉกรรจ์ชุดดำ,ลูกพรรคฝ่ามือเหล็กหงายหลังตึง ฮิ้วโชยยิ่มเห็นบริวาร 2 คนเอ็นขาดกระดูกหักอาการปางตายรู้ว่าก๊วยเจ๋งใช้พลังถ่ายทอดข้ามวัตถุ ใคร่แสดงกระบวนท่าฝ่ามือเหล็กอันลือชื่อกับก๊วยเจ๋งบ้าง
ประมือกันแค่หนึ่งเพลงฮิ้วโชยยิ่มกลับโบกมือส่งสัญญาณพลพรรคล่าถอย วิเคราะห์แล้วฝีมือตนเหนือกว่าก๊วยเจ๋งครึ่งขั้นแต่หาก ก๊วยเจ๋ง-อึ้งย้ง พลิกสถานการณ์นำพรรคกระยาจกนับพันนับหมื่นถล่มพรรคฝ่ามือเหล็กก็ยากจะต้านทานไหว

ขอทานอาวุโสทั้ง 4 จัดทัพค่ายกลผนังแกร่งตามที่เอี้ยคังบัญชา อาศัยพวกมากผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกักล้อมจนศัตรูหมดเรี่ยวแรง ศูนย์กลางผนังกำแพงเมื่อถูกก๊วยเจ๋ง-อึ้งย้งตีโต้ก็ชะงักงันวูบหนึ่งก่อนสองปีกโอบกระหนาบเข้ามา เช่นนี้เรื่อยไปจนก๊วยเจ๋ง-อึ้งย้งถอยร่นถึงริมหน้าผา ก๊วยเจ๋งพลันเหวี่ยงร่างอึ้งย้งขึ้นไปบนแท่น ฮึงอ้วงไท้ เผชิญหน้าตัวต่อตัวกับเอี้ยคัง อึ้งย้งชิง ไม้เท้าตีสุนัข โดยใช้ท่าไม้ตาย(ชิงไม้เท้าจากปากสุนัข)แล้วจิ้มนิ้วใส่เบ้าตาเอี้ยคังอย่างง่ายดาย ก่อนประกาศก้องให้สมาชิกพรรคยุติการต่อสู้เพราะอั้งฉิกกงยังไม่ตาย

เหล่าขอทานตะลึงงันยากจะเชื่อถือทั้งข่าวดีและข่าวร้ายในเวลาเดียวกัน ต่างเหลียวหน้ามายังแท่นที่อึ้งย้งยืนอยู่ อึ้งย้งเทิดทูนไม้เท้าไม้ไผ่ขึ้นสูงกล่าวต่อว่า โจรแซ่เอี้ย สมคบคิด กับพรรคฝ่ามือเหล็กปล่อยข่าวลืออั้งฉิกกงเสียชีวิต เอี้ยคังเป็นบุตรชายเจ้าเตี่ยอ๋องประเทศไต้กิมมีเจตนาล้มล้างราชวงศ์ซ้อง แล้วชูประกาศิตมือเหล็กสัญลักษณ์ไส้ศึก เอี้ยคังหน้าซีดเผือดตวัดมือซัดอาวุธลับใส่อึ้งย้งแต่โดนเกราะอ่อน

อึ้งย้งพิสูจน์ได้ว่าตนได้รับการถ่ายทอดวิชาเพลงไม้เท้าตีสุนัขเพื่อครองตำแหน่งประมุขพรรคกระยาจกชั่วคราวขณะอั้งฉิกกงรับประทานอาหารอิ่มหนำสำราญอยู่ในวังหลวงเมืองลิ่มอัน เอี้ยคังฉวยโอกาสหลบหนีตอนสี่ผู้อาวุโสพรรคกระยาจกทดสอบฝีมืออึ้งย้ง เฒ่าแพ้เจ้าเล่ห์รู้ตัวว่าฝีมือเป็นรองใช้อุบายเก่าสะกดจิตอึ้งย้ง
ก๊วยเจ๋งงัดเคล็ดวิชาในคัมภีร์นพยมตอบโต้ (ที่สุดแห่งการควบคุมจิตใจ-สังขาร) จนเฒ่าแพ้หัวร่อคลุ้มคลั่งเกือบขาดใจตายถ้าผู้อาวุโสทั้งสามไม่ร้องขออภัยโทษ อึ้งย้งยินดีทำตามหากผู้อาวุโสไม่ถ่มน้ำลายใส่ร่างนางตามกฎสถาปนาประมุขพรรคคนใหม่ พอตั้งหลักได้ก็เห็นเอี้ยคังลงเรือไปกับฮิ้วโชยยิ่มแล่นออกจากภูเขาสู่กลางทะเลสาบ

อึ้งย้งสั่งเสียสมาชิกพรรคฝังศพ ลี้เซ็ง และ อื้อเตี่ยวเฮง อย่างสมเกียรติ มอบอำนาจรักษาการให้ลู่อู่คา พลางจูงมือก๊วยเจ๋งลงจากเขา เหล่าขอทานติดตามส่งถึงท่าเรือค่อยกลับขึ้นภูเขากุนซัวกำหนดแนวนโยบายบริหารพรรคใหม่




มังกรหยกภาค 3

กระบี่ไร้เทียมทาน ...

ยังมีต่อโปรดติดตาม ..
เว็บเพจ ภาพสวยๆจากกองถ่าย มังกรหยก 2 Galleryจีนค้านปั้นรูป'กิมย้ง'คนแต่งมังกรหยก Ashes of Time : movie script
Ashes of Time : Analysis มังกรหยก ภาค 2 ตำนานศึกเทพอินทรี
หนังสืออ้างอิง : ก๊วยเจ๋งยอดวีรบุรุษ (ฉบับปรับปรุงใหม่ล่าสุด)เล่ม 3 กิมย้ง-ประพันธ์ น. นพรัตน์-เรียบเรียง สำนักพิมพ์สยามอินเตอร์บุ๊คส์ พิมพ์ครั้งที่ 1 ธันวาคม 2546 ราคา 240 บาท




edit @ 2007/04/15 11:11:05

The Chronicles of Narnia : The Lion The Witch and The Wardrobe,Thai-subtitled,movie script,C.S. Lewis,Andrew Adamson

เหนือน่านฟ้ามหานครลอนดอน ฝูงบินทิ้งระเบิดของนาซีเยอรมันครางกระหึ่มยามค่ำคืนปืนต่อสู้อากาศยานและสปอตไลท์ส่องขึ้นส่ายหาศัตรูผู้รุกราน
" เอ๊ดมันด์ ออกมาห่างๆลูก " นางเพเวนซี่ผลักลูกชายคนรองจากหน้าต่างแล้วปิดม่าน " เอ๊ดมันด์ ลูกคิดว่าลูกทำอะไรน่ะ ปีเต้อร์ไปที่หลุมหลบภัยเดี๋ยวนี้ "
" เร็วสิ เราลงไปแล้ว " ปีเตอร์กระชากแขนเอ๊ดมันด์,น้องชาย
" แม่ขา " ลูกสาวคนสุดท้องร้องไห้จ้าบนเตียงนอน
" ลูซี่ เร็วเข้า " ซูซาน,ดึงมือน้องสาว
" มาเร็วๆ วิ่ง เร็วๆ " ทุกคนวิ่งออกจากบ้านตรงไปยังสนามหญ้าข้างนอก
" แม่ " ลูซี่ตื่นตระหนก
" เดี๋ยว พ่อล่ะ " เอ๊ดมันด์ชะงักกลางทาง
" ผมจะไปตามน้อง " ปีเต้อร์วิ่งตามเอ๊ดมันด์เข้าไปในบ้านอีกคน
" ปีเต้อร์ กลับมาก่อน " แม่ตะโกน ไซเรนประสานเสียงดังขึ้นยาวนานก่อนเครื่องบินทิ้งระเบิด
" เอ๊ด มานี่..! หมอบลง " ปีเต้อร์ผลักน้องชายคว่ำลงพื้นขณะระเบิดตูมนอกหน้าต่างบ้าน " เจ้าโง่วิ่งสิ ออกไปเร็ว "
เอ็ดมันด์คว้ากรอบรูปถ่ายบิดาติดมือ
" เร็วเข้าสิ เร็วๆ " แม่เปิดฝาทางลงบังเกอร์ใต้ดิน

" นายไม่เคยคิดถึงคนอื่นเลยนอกจากตัวเอง " เอ๊ดมันด์บ่น หลังจากกระโจนหมอบกับพื้น
" นายจะทำให้เราตายกันหมด " ปีเต้อร์เถียง
" พอเถอะน่า ..ไม่เป็นไรลูก " นางจ้องมองเอ๊ดมันด์ครวญเจ็บแผลที่โคนขา กระจกกรอบรูปพ่อแตกผ่ากลาง
" นายไม่เคยทำตามคำสั่งเลย " ปีเต้อร์ว่าแล้วปิดประตูโครม

สถานีรถไฟลอนดอน ผู้คนแน่นขนัดเตรียมอพยพลี้ภัยสงครามทางอากาศ
" ลูกต้องติดป้ายชื่อเอาไว้นะจ๊ะ อบอุ่นดีแล้วนะ? ดีจ้ะ " แม่
" ถ้าพ่ออยู่ พ่อไม่ส่งเราไปที่อื่นหรอก " เอ๊ดมันด์
" ถ้าพ่ออยู่ก็แสดงว่าสงครามสงบ เราก็ไม่ต้องไปไหน " ปีเต้อร์
" ลูกต้องเชื่อฟังพี่ปีเต้อร์นะ เอ๊ดมันด์ " นางโผกอดปีเตอร์,ลูกชายคนโตขณะเอ๊ดมันด์หน้ามุ่ย " สัญญากับแม่ว่าจะดูแลน้องๆ "
" ได้ครับแม่ "
" เด็กดี " หันไปทางลูกสาวคนโต ตบหลังเบาๆ " ซูซาน เป็นเด็กดีนะ เอาล่ะไปกันได้แล้ว "
" ขึ้นรถครับ ทุกท่านขึ้นรถไฟได้แล้ว " นายสถานีรถไฟบอก
" ปล่อยฉันสิ ฉันขึ้นรถไฟเองเป็นน่ะ ปล่อนฉันนะ " เอ๊ดมันด์ขุ่นเคืองใจพี่ชายที่มักเห็นเขาเป็นเด็กจอมยุ่งและอ่อนแอ
ปีเต้อร์ชายตามองเห็นทหารหนุ่มเดินตบแถวตรงชานชาลา
" ตั๋วโดยสารด้วยค่ะ ขอตั๋วด้วยค่ะ ขึ้นรถได้ "
" ขอบคุณ " ซูซาน
" มาเถอะ ลูซี่ เราพี่น้องต้องอยู่ด้วยกัน แล้วทุกอย่างจะดีเองนะ " ปีเต้อร์ดึงแขนน้องสาวตอนชะเง้อคอมองหาแม่
" ลาก่อนลูก " มารดาโบกมือให้ รถไฟค่อยๆเคลื่อนขบวน
" ลาก่อน เราจะคิดถึงแม่ หนูรักแม่ แล้วเจอกันค่ะ "
" เขียนถึงเราด้วยนะ " ปีเต้อร์

สถานีรถไฟกูสเซ่ รกร้างปราศจากหลังคา เมื่อ 4 พี่น้องมาถึงแถบชนบทของมหานคร ตรงป้ายถนนดูมบี ฮัลท์ พอเด็กๆเห็นรถยนต์ขับผ่านต่างถือกระเป๋าใส่เสื้อผ้าวิ่งลงมา แต่มันกลับขับเลยไป
" ศจ.รู้นี่ว่าเราจะมา เราแขวนป้ายชื่อผิดรึเปล่า " เอ๊ดมันด์งง
สักพักมีรถม้าวิ่งเหยาะแหยะมาใกล้ หญิงชราลงแส้ม้าเทียมรถลาก(เกวียน)ตะเบ็งเสียง" เอ้า เร็วเข้า เอาล่ะ หยุด .. หยุด "
" คุณนายแม็คเครดี้ " ปีเต้อร์
" เกรงว่าจะใช่ มีกันแค่นี้เหรอ เอาอะไรมาอีกรึเปล่า "
" เปล่าครับ " ปีเต้อร์หลุบตาลงต่ำ
" เรามากันแค่นี้ " ลูซี่พยักหน้าหงึกๆ
" มาน้อยก็ดี ไปเร็ว ดีมาก ไปเร็วๆ เร็วหน่อยสิ " คุณนายแม็คเครดี้รับเด็กๆนั่งบนแคร่ก่อนเฆี่ยนม้าลากไปสู่จุดหมาย
ปราสาทของศาสตราจารย์ชราภาพที่พักพิงของเด็กๆอยู่ในชนบทห่างจากสถานีรถไฟร้างราว 10 ไมล์
" ศจ.เคิร์กไม่คุ้นเคยกับการมีเด็กๆอยู่ในบ้าน บ้านนี้มีกฎระเบียบที่เธอต้องปฏิบัติตาม ห้ามตะโกนเสียงดัง ห้ามวิ่งโครมคราม ห้ามใช้ลิฟท์ส่งอาหารพร่ำเพรื่อ ห้ามจับปฏิมากรรมทางประวัติศาสตร์นะ " หญิงชราตวาด ซูซานรีบหดมือ " และที่สำคัญที่สุด ห้ามใครรบกวนท่านศาสตราจารย์ "

เครื่องบินรบเยอรมันจู่โจมอังกฤษระลอกใหญ่เมื่อคืนนี้ กระหน่ำบุกเป็นเวลาหลายชั่วโมง .. ข่าววิทยุรายงานสถานการณ์
" ผ้าปูที่นอนคันจัง " ลูซี่เกาแขน
" สงครามสงบแน่ ลูซี่ ไม่นานเราจะได้กลับบ้าน " ซูซานเปรย
" ใช่ ถ้ายังมีบ้านอยู่นะ " เอ๊ดมันด์ป่วน
" เธอต้องเข้านอนแล้วไม่ใช่เหรอ " ซูซานแหวใส่
" ครับคุณแม่ " เอ๊ดมันด์จ๋อย
" เอ๊ด น้องเห็นข้างนอกแล้วนี่ ที่นี่กว้างจะตายเราจะทำอะไรก็ได้ พรุ่งนี้ต้องสนุกแน่ๆ จริงๆนะ " ปีเตอร์บอก

วันต่อมาฝนตกจั่กๆ
" แก๊สโตรวาสคูลาร์ ตอบสิ ปีเต้อร์ แก๊สโตรวาสคูลาร์ " ซูซานถาม
" ภาษาละตินเหรอ "
" ใช่ "
" เกมทายภาษาละตินน่าเบื่อที่สุดในโลก " เอ๊ดมันด์
" เล่นซ่อนหากันมั้ยล่ะ " ลูซี่เสนอ
" ตอนนี้เราก็สนุกกันจะตายชัก " ปีเตอร์รู้สึกเนือยๆ
" เถอะนะพี่ปีเตอร์ เล่นนะ นะๆ " ลูซี่คะยั้นคะยอ
" 1 .. 2 .. 3 .. 4 .. " ปีเตอร์ลุกขึ้นยืนใช้มือก่ายหน้าผากหันหน้าพิงผนังหลับตาเริ่มนับ " .. 24 .. 25 .. 26 .. "
ซูซานแอบนอนในหีบใบใหญ่ เอ๊ดมันด์กับลูซี่วิ่งขึ้นไปชั้นบน
" ฉันจองตรงนี้ก่อนนะ " เอ๊ดมันด์แย่งอย่หลังม่าน

ลูซี่เปิดเข้าไปในห้องกว้างมีตู้ใบใหญ่ถูกคลุมด้วยผืนผ้าขาวตั้งอยู่เดี่ยวๆ พอดึงผ้าออกจะเห็นว่ามันทำด้วยไม้สักแกะลวดลายวิจิตรบรรจง ลูกเหม็น 2-3 ลูกกลิ้งตกลงมาตอนเปิด ลูซี่ซ่อนอยู่ข้างในโดยแง้มบานประตูไว้ กระเถิบตัวถอยแหวกเสื้อขนสัตว์พอจะพิงฝาหลังก็ปะทะกิ่งไม้จับเกล็ดน้ำแข็ง หิมะตกโปรยปรายกลายเป็นอีกโลกหนึ่ง ไม่ว่าจะมองไปแห่งหนใดมีแต่สีขาวโพลนห่มถนนหนทาง ป่าไม้ ภูเขา ยกเว้นเสาไฟตะเกียง
ลูซี่ได้ยินเสียงสวบสาบคล้ายกับใครเดินอยู่ไม่ห่าง พอหันหน้าไปเจอกันต่างก็ตกใจ หนูน้อยหยิบห่อกระดาษสีน้ำตาลส่งคืนเจ้าของ " เมื่อกี้คุณแอบหนูเหรอคะ "
สัตว์ประหลาดค่อยๆเผยตัวออกมาจากหลังต้นไม้ใหญ่ เท้าเขาเป็นกีบคล้ายแพะ ช่วงบนเป็นมนุษย์มีหูแหลม เขางอกตรงศีรษะ " เปล่าๆ คือข้า (ย่องเก็บของบางสิ่งที่ตกอยู่พื้นหิมะ) ข้าแค่ .. ไม่อยากให้เจ้าตกใจ "
" ถ้าหนูถามคุณจะว่าอะไรมั้ยคะ คุณเป็น ตัว อะไร? "
" คือข้าเป็น ฟอน เจ้าล่ะ? เป็นคนแคระที่ไม่มีเครารึ "
" หนูไม่ใช่คนแคระนะ หนูเป็นเด็กผู้หญิง หนูเนี่ยสูงที่สุดในห้องแล้ว "
" เจ้าจะบอกว่าเจ้าเป็นธิดาแห่งอีฟ? "

" แม่หนูชื่อ เฮเลน "
" ใช่ แต่จริงๆแล้วเจ้าเป็นมนุษย์ "
" ใช่หนูเป็นมนุษย์ "
" เจ้ามาทำอะไรที่นี่ "
" หนูเข้ามาซ่อนตัวอยู่ในตู้เสื้อผ้าที่ห้องว่าง "
" ห้องว่าง อยู่ใน นาร์เนีย เหรอ? "
" นาร์เนียคืออะไรคะ "
" ก็ที่ๆเจ้าอยู่นี่ไงล่ะ ทุกอย่างตั้งแต่เสาไฟถึงปราสาทแห่ง แคร์ พาราเวล ฝั่งทะเลตะวันออก ไม้และหินทุกก้อนที่เจ้าเห็น เกล็ดน้ำแข็งทุกเกล็ดคือ นาร์เนีย "
" ตู้เสื้อผ้าใบนี้มโหฬารจริงๆ "
" ตู้เสื้อผ้าเหรอขอโทษนะ ข้าขอแนะนำตัวเองข้าชื่อ ทัมนัส "
" ยินดีที่รู้จักคุณค่ะ คุณทัมนัส หนูชื่อ ลูซี่ เพเวนซี่ .. เขย่ามือกันสิ "
" เขย่าทำไม? "
" หนูก็ไม่รู้หรอก มนุษย์จะเขย่ามือเวลาเจอกันค่ะ "
" ถ้างั้น ลูซี่ เพเวนซี่ ผู้มาจากนครตู้เสื้อผ้าที่ส่องสว่างในดินแดนแห่งห้องว่างสุดมหัศจรรย์ เอางี้ดีมั้ย เจ้าไปกินน้ำชากับข้ามั้ยล่ะ " ฟอนกางร่มออก
" ขอบคุณมากที่ชวน แต่หนู หนูน่าจะกลับไปซะที "
" บ้านข้าอยู่ตรงนี้เอง มีเตาผิงไฟลุกโชติช่วง มีขนมปังปิ้ง น้ำชากับขนมเค้ก แล้วบางทีเราอาจจะกินปลาซาร์ดีนด้วยนะ "
" ไม่รู้ซีคะ "
" ไปเถอะ ใช่ว่าข้าจะเจอเพื่อนใหม่ทุกวันนะ "
" งั้นหนูไปสักเดี๋ยวคงไม่เป็นไรมั้ง ถ้าคุณมีปลาซาร์ดีนนะ "
" มีให้กินเพียบเลยละ .. ไปอีกไม่ไกลเราก็จะได้นั่งที่อุ่นๆแล้ว เจ้าไม่เป็นไรนะ .. ถึงแล้วล่ะ เข้ามาสิ เชิญก่อนเลย "
" ให้หนูช่วยถือมั้ยคะ "
" ขอบคุณมาก .. นั่นรูปบิดาข้า "
" เขาดูดีจังเลย หน้าตาเหมือนคุณมากค่ะ "
" เปล่า ข้าไม่เห็นเหมือนเขาเท่าไหร่หรอก " ฟอนทำหน้าละห้อย
" พ่อหนูไปรบในสงคราม "
" พ่อข้าก็ไปรบในสงครามเหมือนกัน แต่มันนานมากแล้วล่ะก่อนฤดูหนาวเย็นแสนน่าเบื่อ "
" ฤดูหนาวก็ไม่แย่นะ เราจะได้เล่นสเก็ตน้ำแข็ง ขว้างหิมะ(ลู่ซี่มองชั้นหนังสือมีชื่อเล่ม ฤามนุษย์เป็นเพียงเรื่องเล่าขาน )แล้วก็คริสต์มาส "
" ไม่มีหรอก ที่นี่ไม่มีคริสต์มาสมานานเป็นร้อยปีแล้ว "
" อดได้ของขวัญมาตั้ง 100 ปีแล้วเหรอ "

ทัมนัสจำต้องทำตามบัญชาของราชินีขาวในการจับมนุษย์ไปบูชายัญ " ฤดูหนาวยาวนานไม่มีคริสต์มาส ที่นี่เป็นฤดูหนาวเสมอแต่เจ้าจะรักฤดูร้อนในนาร์เนียนะ เราพวกฟอนจะเต้นรำกับนางไม้ตลอดคืน เต้นกันไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ( รินน้ำนมใส่แก้วเพิ่มให้ลูซี่ ) เสียงดนตรีช่างแสนไพเราะ เจ้าอยากฟังมั้ยล่ะ "
" อ๋อ ก็ดีสิคะ "
" เอาล่ะ เจ้าคุ้นกับเพลงกล่อมเด็กนาร์เนียมั้ย "
" ไม่ค่ะ โทษที "
" งั้นดีเลยเพราะเพลงนี้ไม่เหมือนเพลงกล่อมเด็กที่ไหนเลย " ทัมนัสเป่าขลุ่ย
เปลวไฟในเตาผิงเปลี่ยนไปเป็นรูปอัศวินนักรบควบม้าไล่ล่ากวาง แล้วกลายเป็นชาวนาร์เนียเต้นรำรอบกองไฟ ลูซี่ค่อยๆเคลิ้มหลับ เปลวไฟแปรเป็นใบหน้าสิงโตคำรามเทียนในห้องดับมืดสนิท ลูซี่ผวาตื่น
" ต้องกลับซะที " ลูซี่หายงัวเงีย
" เจ้ากลับไม่ได้แล้ว ข้าเป็นฟอนที่เลวมาก "
" ไม่จริงหรอก คุณเป็นฟอนที่ดีที่สุดเลย "
" งั้นข้าว่าเจ้าคงเจอแต่ฟอนที่นิสัยแย่มากๆ " ทัมนัสน้ำตาซึม
" คุณไม่ได้ทำอะไรแย่อย่างนั้น " ยื่นผ้าเช็ดหน้าให้
" มันไม่ใช่เรื่องที่ข้าเคยทำหรอก ลูซี่ เพเวนซี่ มันคือสิ่งที่ข้ากำลังทำอยู่ "
" คุณทำอะไรเหรอ " ถอยห่างจากมิตรใหม่
" ข้าลักพาตัวเจ้า ตามคำสั่ง แม่มดขาว นางสาปให้นาร์เนียเป็นฤดูหนาวตลอดกาล นางสั่งไว้หากเราเจอมนุษย์หลงอยู่ในป่าให้จับตัวไปส่งนาง "
" คุณคงจะไม่ส่งหนูไปใช่มั้ย หนูนึกว่าคุณเป็นเพื่อนหนู "
ทัมนัสดึงมือลูซี่วิ่งออกจากระท่อม " นางรู้แล้วว่าเจ้าอยู่ที่นี่ นางมีสายลับอยู่เต็มป่า แม้แต่ต้นไม้ก็เป็นพวกของนาง จากนี้เจ้าไปเองได้แล้วใช่มั้ย "
" ไปได้ค่ะ คุณไม่เดือดร้อนนะ? "
" ข้าขอโทษ ข้าขอโทษจริงๆ " ใช้ผ้าเช็ดหน้าปาดน้ำตาอีกหนก่อนยื่นส่งคืนลูซี่
" เก็บไว้เถอะ คุณจำเป็นต้องใช้มันมากกว่าหนู "
" ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ลูซี่ เพเวนซี่ ข้าก็ดีใจที่ได้พบเจ้า เจ้าทำให้ข้ารู้สึกอบอุ่นในรอบร้อยปี รีบไปเถอะ ไปสิ "

" 99 .. 100 เอารึยัง จะโป้งล่ะนะ ! " ปีเต้อร์
" ไม่เป็นไร หนูกลับมาแล้ว หนูไม่เป็นไร " ลูซี่โผล่พรวด
" เงียบซี่ ปีเต้อร์ ตรงมาแล้ว " เอ๊ดมันด์แหวกผ้าม่านบอก ส่ายหัวอารมณ์เสีย
" น้องคงลืมมั้งว่าซ่อนหาต้องเล่นยังไง " ปีเต้อร์
" หนูหายไปพี่ไม่ห่วงเหรอ "
" เธอก็ต้องหายไปสิ เขาจะได้ตามหาเธอไง " เอ๊ดมันด์
" อย่างนี้ฉันก็ชนะสิ " ซูซานแจม
" ฉันว่าลูซี่ไม่อยากเล่นแล้วล่ะ " ปีเต้อร์
" หนูหายไปตั้งหลายชั่วโมง "
ซูซานแหวกเสื้อขนสัตว์ที่แขวนในตู้พิศวงไปเจอผนังไม้ เอ๊ดมันด์ไล่เคาะรอบๆ " ในนั้นมีแต่ฝาตู้ไม่มีป่า "
" เล่นทีละเกมเถอะเราไม่ได้จินตนาการอย่างน้องนะ " ปีเตอร์
" หนูไม่ได้จินตนาการไปเอง "
" เลิกพูดเถอะลูซี่ "
" หนูไม่ได้โกหกนะ ! " ลูซี่ร้องลั่น ใบหน้าเหยเกจะร่ำไห้
" ฉันเชื่อเธอเอ้า " เอ๊ดมันด์
" พี่เชื่อเหรอ "
" เชื่อสิ ฉันยังเจอสนามฟุตบอลในตู้ที่ห้องน้ำเลย "เอ๊ดมันด์ประชด
" โธ่ นายเลิกแกล้งน้องซะทีได้มั้ย นายต้องให้เป็นเรื่องใหญ่เรื่องโตถึงจะพอใจใช่มั้ย " ปีเต้อร์ดุ
" ก็แค่แซวเล่น ! " เอ๊ดมันด์
" เมื่อไหร่นายจะโตซะที " ปีเต้อร์ย้อน
" เงียบเถอะ ด่าซะยังกับพ่อ นายไม่ใช่พ่อฉันนะ " ว่าแล้วเอ๊ดมันด์เผ่นหนี
" ปกครองน้องได้ดีจริงนะ " ซูซานรีบออกไป
" แต่ .. มันอยู่ในนั้นจริงๆนะ " ลูซี่ยืนกราน
" จริงอย่างซูซานว่าไว้ลูซี่ เลิกพูดเถอะ "

ทัมนัสเปลี่ยนใจลักพาตัวลูซี่แล้วพาสาวน้อยมาส่งที่เสาไฟตะเกียงกลับสู่ตู้พิศวง,โลกมนุษย์

ยังมีต่อโปรดติดตาม ..
เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับนาร์เนีย นาร์เนียกับความเชื่อในคริสต์ศาสนา ตัวประกอบคนไทยในหนังนาร์เนีย>>


พิเชษฐ์ ชาญธีระประวัติ
View full profile